หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา จี้รัฐบาลใหม่...

จี้รัฐบาลใหม่ส่ง ‘รมว.ศธ.’ กล้าตัดสินใจ ชี้พรรคการเมืองหาเสียงไม่แตะ ‘ปฏิรูป-กม.ศึกษาฯ’ หวั่นเสียคะแนน

11.04.23 | 10:09 น.

จี้รัฐบาลใหม่ส่ง ‘รมว.ศธ.’ กล้าตัดสินใจ ชี้พรรคการเมืองหาเสียงไม่แตะ ‘ปฏิรูป-กม.ศึกษาฯ’ หวั่นขัดแย้ง ‘กลุ่มคน-องค์กร’ ทำเสียคะแนนเลือกตั้ง

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากที่ได้ฟังดีเบตด้านการศึกษาจากตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ พบว่าหลายพรรคมีนโยบายการศึกษาดีขึ้น มีความคม และวางบุคคลที่มารับผิดชอบนโยบายด้านการศึกษาที่ชัดเจน แต่ยังไม่กล้าแตะต้องบางเรื่อง เช่น พรรคก้าวไกล มีนโยบายการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเด็ก ปรับปรุงกฎระเบียบ จัดทำหลักสูตรสมรรถนะในแนวคิดใหม่ มีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องต่างๆ ชัดเจน มีความดุดัน เข้มข้น เอาจริงเอาจัง กล้าผ่าตัด กล้าเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ และเป็นนโยบายเสรีประชาธิปไตย ทำให้ถูกใจคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก โดยวางตัวนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายพรรคก้าวไกล มาเป็นผู้วางนโยบายด้านการศึกษา

“ส่วนพรรคเพื่อนไทย (พท.) ส่วนใหญ่จะนำนโยบายในอดีตกลับมาใช้ เช่น 1 ทุน 1 อำเภอ แจกแท็บเล็ตให้นักเรียน และครู และวางตัว น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม ประธานคณะที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พรรคเพื่อไทย มาเป็นผู้ดูแลนโยบายด้านการศึกษา ซึ่ง น.ส.ณหทัย เป็นนักการศึกษาที่มาจากภาคเอกชน มีความคิดความอ่านที่ดี และรู้โลกการศึกษาพอสมควร แต่มองว่า พท.ควรมีนโยบายใหม่ๆ มาเสนอประชาชนมากกว่านี้” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า พรรคประประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะเน้นนโยบายที่ทำตามระบบราชการ เอาผลงานที่เคยทำมาแล้วมาหาเสียง เช่น โครงการเรียนฟรี 15 อย่างมีคุณภาพ การเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัว และเพิ่มเงินอุดหนุนอาหารกลางวัน สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) วางตัวนายกนก วงษ์ตระหง่าน เลขานุการ และกรรมการคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มาเป็นผู้วางนโยบายด้านการศึกษา ส่วนใหญ่จะเน้นผลักดันให้การศึกษาอยู่ที่ห้องเรียน ส่วนพรรคภูมิใจไทย วางตัวนายกมล รอดคล้าย คณะทำงานยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา มาดูแลนโยบายการศึกษา ซึ่งจะเน้นนโยบายเรียนฟรี กับกัญชาศึกษา และปลอดหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 3 ปี

“จากที่ผมติดตามนโยบายการศึกษา พบว่าแต่ละพรรคจะเน้นผลักดันนโยบายเรียนฟรีเป็นหลัก และมีเรื่องประชานิยมรองลงมา เช่น จะแจกสิ่งของ ยกหนี้ให้ หรือให้สัญญาว่าจะให้อะไรกับนักเรียน และครู เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากการฟังดีเบตด้านการศึกษาของพรรคการเมืองต่างๆ ไม่มีพรรคไหนกล้าพูด 2 ประเด็น คือ 1.เรื่องการปฏิรูปการศึกษา มองว่าการปฏิรูปการศึกษากลายเป็นคำต้องห้ามแล้ว ไม่มีพรรคไหนกล้าพูดคำนี้ เพราะอาจจะหมดน้ำหนัก หมดความหมาย ปฏิบัติไม่ได้ และ 2.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่ค้างอยู่ในรัฐสภา ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายแม่บท ทำให้การศึกษาเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ละพรรคยังไม่มีความชัดเจนว่าจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อ หรือจะยกเลิกแล้วเขียนใหม่ ผมมองว่าแต่ละพรรคการเมืองเห็นเหมือนกัน ว่าหากประกาศจุดยืนเรื่องการปฏิรูปการศึกษา และร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ชัดเจน จะไปขัดแย้งกับองค์กรบางองค์กรที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งอาจจะทำให้เสียคะแนนเสียงจากคนบางกลุ่มหรือไม่” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

Advertisement

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า นอกจากความชัดเจนเรื่องการปฏิรูปการศึกษา และร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติแล้ว ยังมีอีก 2 ประเด็น ที่คาดหวังว่าแต่พรรคจะกล้าลงมือทำ คือ 1.การปฏิรูประบบราชการ เพราะจะเห็นว่าแม้มีนโยบายดีแค่ไหน แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาล จะถูกระบบราชการกลืนไปหมด และ 2.ปฏิรูประบบงบประมาณ เรื่องนี้มีความจำเป็นต่อระบบการศึกษาไทยอย่างมาก หากไม่กล้าทำ จะทำให้เราอยู่ในวังวนเดิม คือใช้งบมากแค่คุณภาพการศึกษาตก นักการเมืองจะเข้ามาทดลองนโยบายของตนแล้วก็ออกไป ทำให้ระบบราชการมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

“มองว่าทั้งการปฏิรูปการศึกษา ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ การปฏิรูประบบราชการ และการปฏิรูประบบงบประมาณ ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนพูดถึง ทั้งที่เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญกับการศึกษาไทยอย่างมาก ผมหวังว่ารัฐบาลใหม่ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีความกล้าหาญทางนโยบาย กล้าตัดสินใจ ยึดประโยชน์ของนักเรียน และครู เป็นหลัก” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว