ซัด ทปอ.ของบทำวิจัยพัฒนา ปท.เพิ่ม ชี้ 60%ใช้ ‘ขอตำแหน่งวิชาการ-จัดเรตติ้ง ม.’ ตอบโจทย์ประเทศแค่ 7% ชู ‘เดชรัต’ คุม อว.
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้สัมภาษณ์ และฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่ามหาวิทยาลัยอยากได้งบประมาณด้านการวิจัยเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในเรื่องของการพัฒนาประเทศมากขึ้นนั้น ตนมองว่า ทปอ.ควรจะต้องตระหนัก และเรียนรู้บางเรื่อง ว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่การหางบวิจัยเท่านั้น ที่ผ่านมาตนในฐานะกรรมการสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ข้อมูลสำคัญกับอธิการบดีของแต่ละมหาวิทยาลัย ว่างบวิจัยที่แต่ละมหาวิทยาลัยได้รับ เป็นงบจำนวนมหาศาล บางมหาวิทยาลัยได้รับงบวิจัยหลายพันล้านบาท แต่ผลการศึกษาวิจัยที่ได้มากลับไม่ตอบโจทย์ประเทศ งบวิจัยถูกนำไปใช้ในงานวิชาการ 50-60% สำหรับการตีพิมพ์ การขอตำแหน่งทางวิชาการ และนำไปช่วยเรื่องของการจัดอันดับมหาวิทยาลัย กลายเป็นว่าคนในแวดวงวิชาการ และผู้บริหารเท่านั้น ที่ได้ผลประโยชน์จากงานวิชาการ แต่งานวิจัยที่ตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาล และนำไปประยุกต์ใช้ได้มี 7% และทำให้เกิดประโยชน์กับชุมชนเพียง 30% เท่านั้น
“เราจะเห็นว่า งบวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ้างว่าเอาไปช่วยพัฒนาประเทศนั้น ต่ำมาก ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผมคิดว่ารัฐบาลใหม่ยินดีที่จะให้งบวิจัยกับมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่ว่าผลของการศึกษาวิจัย ต้องไม่ใช่แค่เรื่องของการตีพิมพ์ และการได้ตำแหน่งทางวิชาการเท่านั้น แต่ควรมาคิดว่างบวิจัยที่ได้มา จะเกิดประโยชน์อะไรกับสังคม และประเทศชาติบ้าง” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ ทปอ.ควรจะต้องตระหนักก็คือ รัฐบาลใหม่ทำงานโดยใช้งานวิจัยเป็นฐานมาตั้งแต่ที่เป็นฝ่ายค้านแล้ว ดังนั้น ท่าทีของ ทปอ.ไม่ใช่แค่เรียกร้องขอเงินจำนวนมากเพื่อทำวิจัย และตอบโจทย์ความต้องการของบุลคากรในมหาวิทยาลัย แต่ต้องทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศชาติ ตอบโจทย์นโยบายที่พรรคร่วมทั้ง 8 พรรค จัดทำ MOU และตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำในเรื่องต่างๆ ตนคิดว่า ทปอ.ยังมองแต่ตัวเอง และยังไม่เปลี่ยนความคิดที่มุ่งจะเอาเงินงบวิจัยจำนวนมาก
“จะเห็นว่าที่ผ่านมามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ไม่สนใจคลื่นนิสิต นักศึกษาเลย มีการปิดมหาวิทยาลัยไม่ให้จัดกิจกรรม หรือแสดงออกทางการเมือง สุดท้ายก็ผลักเด็กลงถนน ท่าทีของมหาวิทยาลัยแบบนี้ ค่อนข้างที่จะไม่เป็นมิตรกับคนรุ่นใหม่ คิดว่าชาวอุดมศึกษายังไม่ตระหนักว่าการผลักให้เด็กลงถนน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในความจริงแล้ว มหาวิทยาลัยควรจะเปิดพื้นที่ ให้อิสระเสรีภาพ และให้คำแนะนำกับเด็กที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า เรื่องนี้มหาวิทยาลัย ผู้บริหาร และสภามหาวิทยาลัย ควรจะตระหนัก และปรับบทบาท ทิศทางของมหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2566 เข้าใจบริบทของคนรุ่นใหม่ และเปิดมหาวิทยาลัยให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย แตกต่างมากขึ้น ไม่ใช่ไปล็อกคอนิสิต นักศึกษา หรือลงโทษทางวินัยกับนิสิต นักศึกษา
“ทั้งนี้ มองว่าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) หรือรัฐบาลใหม่ จะต้องเข้ามาดูเรื่องมหาวิทยาลัย เพราะเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อทนแทนคนรุ่นเก่า ควรมองให้เห็นถึงการเชื่อมโยง ที่จะทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยสร้างความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ กับคนรุ่นปัจจุบัน และพัฒนาประเทศให้สู่ระดับสากลเพื่อมากขึ้น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวว่า ส่วนใครที่เหมาะสมที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นั้น มองว่านายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center สถาบันวิชาการนโยบายของพรรคก้าวไกล เป็นคนที่เหมาะสม เพราะเป็นคนทะลุทะลวง เป็นคนรุ่นใหม่ มีความเชื่อมั่นในตนเอง และรู้ธรรมชาติของอุดมศึกษาเป็นอย่างดี

