นักวิชาการ เตือนสติสถานศึกษาปรับชุดความคิด แนะ ‘อ่อนโยนกับชีวิตหยก’ ถ้ามองแต่แง่ลบ ก็เจอปัญหาไม่รู้จบ
กรณี น.ส.ธนลภย์ หรือ หยก เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อายุ 15 ปี โพสต์ข้อความช่วงกลางดึกวันที่ 13 มิถุนายน ว่าถูกไล่ออกจากโรงเรียน จากการย้อมสีผมและแต่งชุดไปรเวตไปโรงเรียน พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้งว่า จากนี้ไปตนคือบุคคลภายนอก ก่อนวันถัดมา 14 มิ.ย. น.ส.ธนลภย์ได้ปีนข้ามรั้วโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเพื่อเข้าไปเรียนนั้น
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า มองว่าปัจจุบัน และอนาคตสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องเรียนรู้และปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะตราบใดที่ยังยึดระเบียบ กฎเกณฑ์ และอำนาจนิยมอยู่ ก็จะเผชิญกับเด็กที่เดินหน้าท้าทายกระบวนการอำนาจนิยมที่มีอยู่ให้สั่นคลอนอยู่เสมอ และไม่ใช่แค่กรณีของหยก แต่รวมถึงนิสิต นักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย ถ้าสถานศึกษาเข้าใจบริบทของเด็ก เข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็จะเห็น และรู้ว่าจะใช้ระบบเดิม มาปฏิบัติ และมาครอบเด็กต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อมีเด็กกลุ่มนี้อยู่ สถานศึกษาจะต้องปรับท่าที ชุดความคิด และมองเด็กกลุ่มนี้แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะปรับตัวแล้ว จะต้องปรับระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งตนไม่ได้ชี้นำว่าสถานศึกษาจะต้องตามใจเด็ก แต่สถานศึกษาควรจะเคลื่อนตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงของเด็กรุ่นใหม่ แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าสถานศึกษาและระบบการศึกษาก้าวไม่ทันแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของเด็ก
นายสมพงษ์กล่าวว่า กรณีหยก ถ้าโรงเรียนเข้าใจปัญหา รู้จักบริบท ความนึกคิดของเด็ก โรงเรียนต้องกลายเป็นพื้นที่ที่อ่อนโยนกับชีวิตของหยก นอกจากอ่อนโยนแล้ว ต้องให้โอกาสและคืนชีวิตการเรียนรู้ให้กับเด็ก ไม่ใช่ผลักให้เด็กเป็นบุคคลภายนอก หรือบอกว่าเด็กไม่มีผู้ปกครองพามารายงานตัว สิ่งที่โรงเรียนทำกับหยก ทำให้เห็นว่าเรากำลังใช้ระเบียบ กฎเกณฑ์ อำนาจนิยม และใช้ผู้ใหญ่มาจัดการเด็กที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ระบุว่า สิทธิเสรีภาพนั้น สิทธิเสรีภาพคงต้องคำนึงว่าเราอยู่ในองค์กรใด และต้องให้ความเคารพต่อระบบและระเบียบของโรงเรียนนั้น ตนมองว่าที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระจายอำนาจบริหารจัดการให้แก่สถานศึกษาแล้ว ดังนั้น จึงเป็นอำนาจของผู้บริหารที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้าโรงเรียนให้ความสำคัญกับเด็ก รักเด็กทุกคน และพร้อมที่ให้โอกาสกับเด็กจริง ก็สามารถให้โอกาสหยกเข้ามาเรียนได้
“ผมไม่ปฏิเสธว่าเราต้องเคารพระเบียบ กฎเกณฑ์ แต่ก็จะมีเด็กบางคนที่เขาเข้ากับระบบ เข้ากับระเบียบ กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ไม่ได้ ผู้บริหารมีอำนาจที่จะผ่อนคลายระเบียบ กฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่หรือ ถ้าสามารถยืดหยุ่นได้ ก็จะทำให้เด็กรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นที่พึ่งของเขา เชื่อว่าผู้อำนวยการและครูจะสามารถทำความเข้าใจกับเด็ก และผู้ปกครองส่วนใหญ่ว่า ทำไมถึงผ่อนปรนให้กับหยก ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนจะยอมรับ และสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถึงแม้จะมีความแตกต่างก็ตาม” นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อไปว่า มองว่าสถานศึกษาควรจะมองกลุ่มนักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่มีความคิดแตกต่างจากคนอื่น เป็นกลุ่มคนที่จะทำให้บรรยากาศในสถานศึกษามีชีวิต มีความเคลื่อนไหว มีนวัตกรรม มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าสถานศึกษายังมองเด็กเหล่านี้ในด้านลบ มองเป็นพวกสร้างปัญหา มองว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับคนอื่น และมองเด็กด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร ยืนยันได้เลยว่าสถานศึกษาจะเผชิญกับปัญหาไม่รู้จบ เพราะอย่าลืมว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้มีแค่ 5-6 คน แต่มีเต็มถนน ดังนั้น สถานศึกษาควรเข้าใจและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของเด็กด้วย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

