‘เกศินี’ ลั่น บริหารแบบไทยๆ แต่คุณภาพคับแก้ว จ่อจัดใหญ่ ‘มธ.สู่ปีที่ 90’ เล่าเคล็ดลับผลิตลูกศิษย์ ยืนเด่นในเวทีโลก สร้างผู้นำทุกวงการ – เชื่อ นายกฯ คนต่อไป อาจเป็นศิษย์เก่า
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่โถงหอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีงานสถาปนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวาระครบรอบปีที่ 89
บรรยากาศเวลา 09.00 น. รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ เปิดตัวกิจกรรม 90 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ธรรมศาสตร์เดิม เป็นการเรียนการสอนแบบตลาดวิชาที่เน้นในด้านสังคมศาสตร์ กฎหมาย แต่ในปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนไป ธรรมศาสตร์ก่อตั้งเพื่อประโยชน์ของประชาชน เอาความรู้เหล่านั้นแก้ปัญหาให้กับประชาชนให้สามารถแข่งขันและประสบความสำเร็จได้ ตลาดของเราที่จะแข่งขันได้ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีการค้าขายไม่มากนักก็สามารถอยู่รอดได้ แต่ทุกวันนี้กลยุทธ์การได้เปรียบ-เสียเปรียบ เป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น เราจำเป็นต้องผลิตลูกศิษย์ของเราให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ตั้งแต่นักศึกษาและอาจารย์ สามารถฝึกฝนตัวเองให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น โดยนำหลายๆศาสตร์มาบูรณาการ และเอายุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดเข้าไปต่อสู้
ในตอนหนึ่ง รศ.เกศินีกล่าวว่า ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แต่ไปเป็นระดับนานาชาติ ที่ไหนดีในโลกนี้ก็ไปเรียน แลกเปลี่ยนความรู้และทำวิจัยร่วมกัน ซึ่งทำให้ธรรมศาสตร์มีความโดดเด่นมากในเวทีโลก ขณะนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศให้หลักสูตรคณะพาณิชย์และการบัญชี ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับสากล เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจว่า ประเทศไทยบริหารแบบไทยๆ แต่คุณภาพคับแก้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในปัจจุบันที่เหตุการณ์ของนานาประเทศเปลี่ยนไปในทุกๆ วัน บทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะยืนอยู่ที่จุดไหน
รศ.ดร.เกศินีตอบว่า ในบทบาทของการช่วยเหลือ ดูแลประชาชน ทำเพื่อประชาชนก็ยังคงอยู่ในธรรมศาสตร์และถูกฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ช่วยกันบ่มเพาะสิ่งที่มีอยู่ให้เจริญงอกงามมากยิ่งขึ้น

ด้าน รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 89 ปี เข้าสู่ปีที่ 90 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราจะมีกิจกรรมใหญ่ทุกเดือนจากมิถุนายนนี้ ไปจนมิถุนายนหน้า ที่ครอบคลุมทั้งวิชาการ บริการประชาชน กีฬา ศิลปวัฒนธรรม ปัจจุบันธรรมศาสตร์มีทั้งหมด 28 คณะ 300 กว่าหลักสูตรซึ่งครอบคลุมทุกศาสตร์และสาขา อย่างที่ปณิธานธรรมศาสตร์กล่าวไว้ว่า ‘ธรรมศาสตร์ไม่ได้ผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่ต้องเอาความรู้มาบริการให้แก่สังคม และชุมชน’ ดังนั้นทั้งเรื่องวิจัย เรื่องฝึกอบรม ทางธรรมศาสตร์จะเดินหน้าทำเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง ส่วนบทบาทของธรรมศาสตร์ คือ จะสร้างผู้นำในทุกวงการ สร้างคนที่มีบุคลิกความเป็นผู้นำและเป็นผู้นำที่มุ่งมั่นทำเพื่อสังคม เพื่ออะไรที่ใหญ่กว่าตัวเอง ถ้าประเทศไทยเดินไปอย่างถูกทิศถูกทาง นายกฯคนต่อไปก็อาจจะเป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ต้องรอนายกฯ ท่านถัดไป เข้าใจว่าการเมืองในประเทศไทยมีลักษณะที่พิเศษ อาจทำให้หลายเรื่องต้องจับตากันไป
รศ.ดร.พิภพกล่าวต่อว่า สิ่งที่ธรรมศาสตร์ทำมาตลอด 90 ปี เบอร์หนึ่งคือทำอย่างไรที่จะเปิดกว้างโอกาสทางการศึกษา ดังนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเกิดมาในฐานะตลาดวิชาการ ใครๆ ก็เข้ามาเรียนได้ หลังจากนั้นเรากลายเป็นมหาวิทยาลัยปิด จำกัดจำนวนนักศึกษา แต่วันนี้ธรรมศาสตร์กลับไปสู่ตลาดวิชาการอีกครั้งหนึ่งในยุคดิจิทัล ทุกคนสามารถเรียนได้ไม่ว่าจะอยู่นอกประเทศหรือในประเทศ จะเรียนเพื่อเอาระดับปริญญาก็ได้ เรียนเพื่อสะสมความรู้ก็ได้ เราเป็น 1 ในมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องธนาคารหน่วยกิต (credit bank) เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่นมาก สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ทะลายกำแพงการเรียนรู้ ความรู้ไม่ได้เกิดแค่เพียงห้องเรียน ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ความรูัมีได้ทุกที่ทุกเวลา สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปจะไม่มีวันเพียงพอต่อการทำงาน ใช้ชีวิต สิ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งหวังคือ ทำอย่างไรให้คนที่เรียนไปแล้วกลับเข้ามา เติมความรู้เฉพาะที่ตัวเองต้องการได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจที่ทางธรรมศาสตร์ต้องทำให้ได้
“อยู่ที่ใดในโลกก็เรียนกับธรรมศาสตร์ได้ จะเรียนที่ไหนเวลาใดก็ได้ ธรรมศาสตร์เปิดการศึกษาให้เข้ามาเรียนได้ในทุกรูปแบบ ความรู้อายุสั้น แต่คนอายุยาว” รศ.ดร.พิภพกล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.พิภพยังกล่าวอีกว่า กิจกรรมเเรกที่จะเกิดขึ้นใน 90 ปี คือ งานแฟชั่นโชว์พัสตราภรณ์ ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ จัดเอาวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา เรื่องพัสตราภรณ์ การออกแบบผ้า การออกแบบแฟชั่น ที่อาคารป๋วย รังสิต และมีทูตจากหลายประเทศมาร่วมงาน เป็นกิจกรรมเเรกที่จะเกิดขึ้น หนึ่งในกิจกรรมที่จะถูกรื้อฟื้นคือการเเข่งพายเรือ ริมเจ้าพระยา หน้าโดม เเละตรงข้ามศิริราช ที่จะเปิดกว้างให้ทุกมหาวิทยาลัยเข้ามาเเข่งกัน มีมาราธอน มีกีฬาแม้เเต่กีฬาผู้ที่เป็น Physical challenge คือผู้ที่มีความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวด้านร่างกาย เพราะฉะนั้นเรื่องกีฬาเราก็จะทำเต็มที่ และที่สำคัญคือ เรื่องการลงไปช่วยวิสาหกิจชุมชน ทำอย่างไรทำให้ชุมชน ทำอย่างไรให้สินค้าชุมชนจากไม่มีแบรนด์เป็นมีแบรนด์ ไม่มีคุณภาพเป็นมีคุณภาพ จากขาดทุนเป็นกำไร จากขายได้จุดเดียวเป็นขายได้ทั่วประเทศรวมไปถึงส่งออก ภายใต้เเนวคิดธรรมศาสตร์โมเดล ซึ่งได้รางวัลมาจากหลายที่ โดยระดมบรรดาวิสาหกิจชุมชนเหล่านี้เข้ามาโชว์ผลิตภัณฑ์ ขายผลิตภัณฑ์ แชร์ไอเดียให้ทุกท่านได้ดู เเละจะเเจกคูปองเรียนออนไลน์ มีหลักสูตรใหม่ เรียกว่า Learning Innovation (นวัตกรรมการเรียนรู้) หากใครสนใจเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ โดยเฉพาะครูอาจารย์ทั่วประเทศ สามารถที่จะเข้ามาทดลองเรียนในหลักสูตรนี้ได้ฟรี จะเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ครูอาจารย์ทั่วประเทศเข้าใจวิธีการเรียนการสอนสมัยใหม่ ยกวิทยฐานะตัวเองได้ดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องลามาเรียนอีกต่อไป

ขณะที่ รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มีการเชื่อมโยงจิตวิญญาณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะแพทยศาสตร์เพื่อประชาชน โรงพยาบาลเพื่อประชาชน เราเชื่อมโยงความคิดนี้รวมกับสุขศาสตร์อื่นๆ ด้วย เดิมอาจทำในพื้นที่ ต่อไปจะเป็นทั่วประเทศและมีความก้าวหน้าตลอด 30 กว่าปี นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ยังมีเรื่องการเปลี่ยนของอากาศ เรานำความรู้ทางเทคโนโลยี ความเสียสละมาใช้ ซึ่งได้ทำงานร่วมกันกับสุขศาสตร์ของมหาวิทยาลัยด้วย ทำให้ดูแลประชาชนได้ ทั้งคนไข้ คนที่ยังไม่เจ็บป่วย วัคซีนต่างๆ
รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล ผู้ช่วยเลขานุการสภามหาวิทยาลัย กล่าวว่า อย่างหนึ่งที่ภูมิใจ คือทางธรรมศาสตร์ได้ดูเรื่องขยายโอกาสทางการศึกษา ทำอย่างไรให้การศึกษาเข้าได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น การเปิดหลักสูตรไทยและอินเตอร์ การเรียนรูปแบบออนไลน์ เรียนกับธรรมศาสตร์ก็สามารถเก็บหน่วยกิตได้ รวบรวมเป็นหน่วยกิตแล้วเรียนปริญญาโทได้ ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลับไปสู่ปรัชญาคือ การกระจายขยายโอกาส ให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ


