เลขาฯ สพฐ.ชี้ระเบียบ ศธ.ล้ำกว่าให้ น.ร.ใส่ชุดไปรเวต 1 วัน/สัปดาห์ เหตุเปิดกว้าง น.ร.ในสังกัด แต่งชุดอะไรก็ได้นานแล้ว กระจายอำนาจให้ ร.ร.ถกผู้ปกครอง-น.ร.ใส่ชุดเหมาะสม เผยแนวปฏิบัติเครื่องแต่งกาย-ทรงผม ของ กทม.ปรับตามระเบียบ ศธ.
จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแนวทางปฏิบัติเรื่องทรงผม และการแต่งชุดนักเรียน โดยระบุว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 นั้น เพื่อเป็นการเคารพสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน จึงให้โรงเรียนจัดทำข้อกำหนดฯ ให้นักเรียนไว้ทรงผมได้อย่างอิสระบนพื้นฐานสุขอนามัยที่ดี สะอาด ส่งเสริมบุคลิกภาพ และความมั่นใจ จากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้ กรณีมีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ให้โรงเรียนรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อทำความเข้าใจ และตกลงร่วมกัน แต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกาย และจิตใจของนักเรียน เช่น การตัดผมทำให้อับอาย
และมีเอกสารบันทึกข้อความเรื่องแนวทางการแต่งกายของนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม.ถึงผู้อำนวยการเขต ระบุว่า ตามที่ระเบียบ ศธ.ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ข้อ 15 กำหนดว่า สถานศึกษาใดจะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร หรือแต่งชุดพื้นเมือง ชุดไทย ชุดลำลอง ชุดฝึกงาน ชุดกีฬา ชุดนาฏศิลป์ หรือชุดอื่นๆ แทนเครื่องแบบนักเรียนตามระเบียบนี้ในวันใด ให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัด และเหมาะสมนั้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง จึงให้โรงเรียนในสังกัด กทม.จัดทำข้อกำหนดให้นักเรียนแต่งกายด้วยชุดใดก็ได้ที่ไม่เป็นการบังคับ อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยให้นักเรียนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนด ซึ่งผู้บริหาร กทม.ระบุว่า สิ่งที่ดำเนินการ เป็นการปลดล็อก และต้องกล้าทำอะไรใหม่ๆ ขณะที่นักวิชาการมองว่าสิ่งที่ กทม.ทำ ก้าวหน้ากว่า ศธ.เป็น 100 เท่า นั้น
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในส่วนของ กทม.ที่ให้นักเรียนในสังกัดแต่งกายชุดไปรเวตได้ 1 วันนั้น เข้าใจว่าเป็นการปรับตามระเบียบ ศธ.โดยในส่วนของโรงเรียนสังกัด ศธ.ทั้งหมด รวมถึง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เปิดกว้างมากกว่า และล้ำหน้ากว่าการแต่งชุดไปรเวตเพียง 1 วัน ไปนานมากแล้ว ในส่วนของชุดแต่งกาย ได้กระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของนักเรียน ผู้ปกครอง และโรงเรียน สามารถกำหนดเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมมาเรียนร่วมกันได้ รวมถึง การแต่งชุดไปรเวต ก็ให้เป็นอำนาจของโรงเรียนในการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต่อประชาคมในโรงเรียน ดังนั้น ในส่วนของ สพฐ.จึงไม่จำเป็นต้องปรับแก้ระเบียบเรื่องชุดนักเรียนอีก
นายอัมพรกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ที่ผ่านรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ออกเป็นแนวนโยบาย โดยได้กำชับมายังต้นสังกัดให้ดำเนินการให้เป็นไปตาม “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551” ที่ออกตามมาตรา 5-6 ของ พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ซึ่งเปิดช่องให้สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้ โดยในระเบียบระบุว่า ให้สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา กำหนดให้รายละเอียดเกี่ยวกับการแต่ง วิธีการ และเงื่อนไขในการแต่งเครื่องแบบนักเรียน สถานศึกษาใดมีความประสงค์จะขอใช้เครื่องแบบเป็นอย่างอื่นนอกจากที่กำหนดในระเบียบนี้ ให้ขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง หรือผู้กำกับดูแลสถานศึกษานั้นแล้วแต่กรณี สถานศึกษาใดจะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร หรือแต่งชุดพื้นเมือง ชุดไทย ชุดลำลอง ชุดฝึกงาน ชุดกีฬา ชุดนาฏศิลป์ หรือชุดอื่นๆ แทน เครื่องแบบนักเรียน ตามระเบียบนี้ในวันใด ให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัด และเหมาะสม ตาม พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ศธ.ได้มีการผ่อนคลายกฎ ระเบียบต่างๆ ให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการศึกษาได้อย่างคล่องตัว สอดรับกับบริบทของพื้นที่ที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน รวมถึง มีการปรับปรุงกฎ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับนักเรียน ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ไม่บังคับ เช่น เรื่องทรงผมของนักเรียน ได้ยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 แล้วให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดเป็นระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง โดยการออกระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น บุคคล หรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนก่อนการประกาศใช้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันในช่วงปี 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ยังสั่งการให้ สพฐ.มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ให้สื่อสารซักซ้อมความเข้าใจเรื่องการแต่งกายเครื่องแบบลูกเสือ และยุวกาชาด โดยให้โรงเรียนดำเนินการอย่างยืดหยุ่น ไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ปกครอง การเรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ที่มีเครื่องแบบ ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบครบชุด แต่ขอให้มีสัญลักษณ์เฉพาะบ่งบอกให้รู้ว่าเด็กได้เรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด เช่น มีผ้าพันคอผืนเดียว เป็นต้น เพราะเป้าหมายสำคัญของการเรียนวิชานี้อยู่ที่กิจกรรม จิตอาสา การบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม การเสียสละ มากกว่าการให้ความสำคัญกับชุดยูนิฟอร์ม และขณะนี้สถานศึกษาหลายแห่งก็ได้ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว

