ฟังเสียง..นักวิชาการ มอง ‘แคนดิเดต รมต.ศธ.-ทิศทางการศึกษา’ ในมือ ‘พท.’ แกนนำจัดตั้งรัฐบาล
หมายเหตุ… จากกรณีที่ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ส่งไม้ต่อให้ พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ ก.ก.โหวตนายกฯ ไม่ผ่าน “มติชน” จึงพูดคุยกับนักวิชาการถึงมุมมอง ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายหาเสียงด้านการศึกษา และการวางตัวบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงด้านการศึกษา จะไปต่ออย่างไรในอนาคตอันใกล้นี้

๐ นางนงเยาว์ เนาวรัตน์
สถาบันพหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
“จากที่ศึกษานโยบายแบบคร่าวๆ ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เห็นว่านโยบายการศึกษาของพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังอยู่บนเพดานเดิม คือสร้างพื้นที่ทางการศึกษา ให้เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ อีกนัยหนึ่งคือ พท.มีนโยบายที่จะใช้การศึกษา หรือมองเห็นเยาวชนเป็นพลเมืองทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มองพลเมืองในฐานะที่จะเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มองในฐานะบุคคลผู้ซึ่งมีเสรีภาพในการมีสิทธิ มีเสียง ที่จะเข้าไปคานระบอบอำนาจนิยม พท.ชัดเจนว่าจะสร้างพื้นที่ทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันอาชีวศึกษา หรือสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึง ตัวผู้เรียน ให้มีความไหลลื่น เข้ากันได้กับพื้นที่ทางเศรษฐกิจ
ถ้าดูจากนโยบาย พท.ที่ใช้คำว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านขั้นตอน หรือ Learn to Earn คือการเรียนรู้ที่จะสร้างรายได้ให้เร็วที่สุด เรียนจบให้เร็วที่สุด มีทักษะเข้าไปสู่ตลาดแรงงาน และทำให้นักเรียนนักศึกษามีทักษะหารายได้พิเศษได้ สิ่งนี้คือตัวชูโรง ถือเป็นการเรียกร้องของประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่คิดว่าท่ามกลางความเหลื่อมล้ำ เด็กที่อยู่ฐานล่าง ไม่สามารถเรียนหนังสือได้หลังจบชั้นประถมแล้ว หากจะขยับเข้าชั้นมัธยม เด็กๆ ต้องช่วยเหลือตัวเองอย่างมาก แม้จะกู้กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ แต่ก็เก็บเด็กเอาไว้ไม่อยู่ การที่เด็กเรียนไปทำงานไป ถือเป็นการออกแบบในลักษณะคู่ขนาน แล้วตอบสนองสำหรับชนชั้นล่างที่ไม่ต้องมีความกังวล
นโยบายดังกล่าว เชื่อมโยงมาตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย เช่น 1 ทุน 1 อำเภอ นโยบายฟรีแท็บเล็ต และฟรีไวไฟ ทั้งนี้ อยากให้ พท.สนับสนุนนโยบายฟรีไวไฟ เพราะสำคัญกว่านโยบายฟรีแท็บเล็ต เนื่องจากไวไฟมีราคาแพงมาก จึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย พท.ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดฟรีไวไฟให้ได้ ต้องทำให้สัญญาณอินเตอร์เน็ตทั่วถึงทั้งประเทศจริงๆ ขณะนี้ประเทศเข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่เกิน 60% ของหมู่บ้านทั่วประเทศ เรื่องนี้ไม่อยากให้มองว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงเดียว แต่ต้องร่วมมือถึง 3 กระทรวง คือ ศธ., กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้นโยบายนี้ทำได้จริง
เพื่อให้นโยบายกระชับพื้นที่ทางเศรษฐกิจกับพื้นที่การศึกษาเป็นจริงมากขึ้น มองว่านโยบายปัจจุบัน ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะประกอบอาชีพ ต้องผ่านพื้นที่ที่เรียกว่าแหล่งเรียนรู้ เช่น สตาร์อัพ เวิร์คช็อป เป็นต้น คำถามต่อไปคือ จะส่งเสริมอย่างไรให้อยู่ในทุกตำบล แทนที่จะเป็นนโยบาย 1 ตำบล 1 กองทุน อยากให้เสนอเป็นนโยบายทุกตำบล 1 ประกอบการ 1 พื้นที่
พท.มีคนที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.หลายคน เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง มีส่วนขับเคลื่อนนโยบายพื้นที่การศึกษาชายแดน สร้างพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ จึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะมาขับเคลื่อนนโยบายต่อ และเชื่อมกับนโยบายเดิมจากสมัยของพรรคไทยรักไทยที่น่าสนใจ เคยเสนอให้ 1 โรงเรียน มี 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ถ้า พท.อยากทำให้การศึกษาเป็นไปตามนโยบายของพรรค ต้องไม่ใช่เพียงแค่เศรษฐกิจส่วนกลาง แต่ต้องหมายถึงเศรษฐกิจชายแดนด้วย ไม่ใช่ส่งเด็กเข้าไปสู่ตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่า พท.คงเลือก น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม กรรมการบริหารพรรค และประธานคณะทำงานด้านนโยบายการศึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต้องยอมรับว่ายังไม่เคยเห็น น.ส.ณหทัยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน แต่เป็นเจ้าของโรงเรียน ที่เป็นฐานของโรงเรียนชนชั้นสูง ที่ตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องจัดการศึกษาสำหรับเด็กชายขอบ เด็กชายแดน หรือเด็กที่เข้าไปสู่ตลาดแรงงาน ที่จะมาประกอบธุรกิจของตัวเอง หรือใช้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ ส่วนสถานศึกษาของ น.ส.ณหทัย เป็นเด็กที่พร้อมอยู่แล้ว ประสบการณ์ของ น.ส.ณหทัย ไม่น่าจะแหมาะกับผู้เรียนในไทย แต่ถ้าทำเป็นกลุ่มก้อน คิดว่าจะทำให้นโยบายการศึกษา วัฒนธรรม ดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เพื่อสร้างคุณภาพในชีวิต และเพื่อสร้างความเป็นธรรม น่าจะไปเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันได้”

๐ นายวิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กระทรวงศึกษาธิการ
“ในเฟซบุ๊กผมมีผู้ติดตาม 2 แสนคน เวลาถามว่านโยบายการศึกษาของพรรคใดที่อยากเห็นมากที่สุด ส่วนหนึ่งจะเลือกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ส่วนหนึ่งสนับสนุนทุกคนไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือรัฐมนตรี ขอให้นำนโยบายการศึกษาของ ก.ก.ไปใช้ แล้วจะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าดูจากนโยบาย พท.อาจมองการศึกษาเป็นเรื่องเล็ก ไม่ได้ครอบคลุมเป้าหมายการศึกษา ไม่น่าจะเป็นนโยบายการศึกษา แต่เป็นนโยบายหาเสียง เพื่อให้ฟังง่าย ดูง่าย ถ้าเทียบกับนโยบาย ก.ก.มองว่าเป็นนโยบายการศึกษาที่จริงกว่า ฉะนั้น ถ้าให้วิจารณ์นโยบาย พท.ดูเป็นการหาเสียงเล็กๆ เช่น ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านขั้นตอน หรือ Learn to Earn คือเรียนรู้ก็มีรายได้ตลอดชีวิต นโยบายแบบนี้ เป็นแนวทางหาเสียงที่ดี แล้วก็เกิดประโยชน์
วันนี้ต้องมุ่งว่าเป้าหมายทางการศึกษาเพื่ออะไร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พื้นฐานของมนุษย์ที่จะต้องมีคือ ความภูมิใจ ความรัก ความเป็นมนุษย์ และพร้อมกับมีปัญญาที่จะหารายได้ มีพื้นฐานการศึกษา เช่น ถ้าจบ ม.3 ไม่อดตาย ต้องไม่เป็นคนที่คิดชั่ว และต้องเป็นคนที่กลัวบาป ฉะนั้น แนวทาง Learn to Earn คือดีมาก เพื่อจะมีรายได้ ถ้าถามว่าทำได้หรือไม่ในความเป็นจริง ก็ทำได้ เพราะว่าเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ลดตัวชี้วัดลง ก็สามารถ Learn to Earn ได้
การโอนหน่วยกิตสะสม หางานได้ทุกช่วงของชีวิต เรื่องนี้สนับสนุน เพราะความพร้อมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเรียน แต่ไปทำมาหากินก่อน ขายออนไลน์ดี งานกำลังรุ่ง ขาดเรียนบ้าง พอมีเงินเก็บค่อยกลับมาเรียน เช่นเดียวกับการเรียนในมหาวิทยาลัย สิ่งที่ พท.คิด จะเกิดประโยชน์ในส่วนของสวัสดิการผู้เรียน
อย่างไรก็ตาม พท.จะมีแนวคิด หรือนโยบายเดิม ที่น่าจะนำกลับมาใช้ เช่น นโยบาย 1 อำเภอ 1 ทุน เรียนฟรีที่แท้จริง แสดงว่าตอนนี้เรียนฟรีไม่จริงใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่ฟรีจริง ถ้าเรียนฟรีทำไมมีเด็กติดค่าลงทะเบียน หรือติดหนี้โรงเรียน จึงทำให้เกิดนโยบาย 1 อำเภอ 1 ทุนขึ้น เพิ่มอาหารกลางวัน รถรับส่งฟรี เรื่องพวกนี้เป็นสวัสดิการที่จะให้เด็กๆ ซึ่งเห็นด้วย และช่วยทำให้เป็นจริง เช่น เรียนอาชีวศึกษาฟรีจริง จบปริญญาตรี อายุ 18 ปี ก็ทำได้จริง ถ้าเด็กมีความสามารถ
ส่วนนโยบาย 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต ของ พท.ที่เปิดโอกาสให้เรียนออนไลน์ ผมไม่เห็นด้วย สิ่งที่รัฐบาลใหม่น่าจะลงทุนมากที่สุด คือการให้อินเตอร์เน็ตกับครู และเด็กๆ ซึ่งหมายถึงอินเตอร์เน็ตที่บ้าน ถึงจะเรียกว่าการลงทุนคุ้มค่าที่สุด ส่วนสวัสดิการครู ให้เปลี่ยนเป็นแอพพลิเคชั่นฟรี และซอฟต์แวร์ที่ครูจำเป็นต้องใช้
สำหรับบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ส่วนตัวมองว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง เคยเป็นรัฐมนตรีที่ทำงานได้ดีมาก แต่ไม่รู้ว่านายจาตุรนต์จะสนใจอยู่หรือไม่ เท่าที่เห็นก็เป็นคนที่มีอุดมการณ์ และมีหลักการ รับฟังผู้อื่น และทำงานได้ดีมาก ส่วนอีกคนหนึ่งคือ น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม มีวิสัยทัศน์ที่ดี แต่ไม่รู้ว่าพรรคจะส่งมาดำรงตำแหน่งหรือไม่”

