‘นักวิชาการ’ ค้านเพิ่มงบวิจัยมหา’ลัย ชี้ไม่ตอบโจทย์ประเทศ เอื้อประโยชน์บุคลากร

1.08.23 | 10:00 น.

‘นักวิชาการ’ ค้านเพิ่มงบวิจัยมหา’ลัย ชี้ไม่ตอบโจทย์ประเทศ เอื้อประโยชน์บุคลากร ด้าน ‘ทปอ.’ ย้ำเป็นเรื่องสำคัญช่วยพัฒนา ปท.

นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ตามที่มหาวิทยาลัยต่างๆ เสนอให้รัฐบาลใหม่จัดสรรงบวิจัยเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญกับงบวิจัยและพัฒนาค่อนข้างมาก เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยนอกจากงานวิจัยพื้นฐานแล้วจะต้องเป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดการใช้ประโยชน์ หรือสร้างเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ดังนั้น มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงต้องการให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนงบวิจัยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาก็พร้อมที่จะปรับโจทย์งานวิจัยเพื่อให้ตรงตามความต้องการของประเทศ ส่วนข้อกังวลในเรื่องงานวิจัยขึ้นหิ้งไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงนั้น ทิศทางการวิจัยของประเทศและสถาบันการศึกษาได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยที่ผ่านมาหันมาเน้นผลิตงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง แต่ขณะเดียวกัน การทำงานวิจัยพื้นฐานเพื่อให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้น งานวิจัยจึงต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ งานวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ ซึ่งต้องใช้เวลา 15-20 ปี จึงจะเห็นผลสำเร็จ และงานวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะเห็นผลภายใน 3-5 ปี

“เชื่อว่านักวิจัยส่วนใหญ่มีเป้าหมายสร้างงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ ไม่ได้คิดทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อสถาบัน ส่วนการขอตำแหน่งทางวิชาการและการเพิ่มอันดับโลกนั้นถือเป็นผลพลอยได้ เพราะระหว่างดำเนินการจะต้องมีการเผยแพร่งานวิจัยในวารสารทางวิชาการทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่หน่วยงานภายนอกใช้ไม้บรรทัดมาวัด มหาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งไปหาไม้บรรทัด แต่เน้นทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ” นพ.พงษ์รักษ์กล่าว

ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า หากมหาวิทยาลัยต้องการของบวิจัยเพิ่มจะต้องมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น รวมถึงจะต้องมีความชัดเจนว่าเมื่อได้รับงบวิจัยแล้วจะสามารถสร้างผลงานที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากดูตัวเลขงบและผลงานวิจัยที่ผ่านมาจะเห็นว่า มหาวิทยาลัยยังไม่สามารถสร้างงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ดีเท่าที่ควร ดังนั้น ในมุมของตน ขอฟันธงว่า ถึงเพิ่มงบวิจัยก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศมากนัก แต่จะเกิดประโยชน์กับมหาวิทยาลัยและบุคลากรมากกว่า ส่วนข้อกังวลที่ว่า มหาวิทยาลัยเร่งทำงานวิจัยเพิ่มหวังผลในการจัดอันดับโลกนั้น คิดว่าเป็นเรื่องจริง เพราะเท่าที่ทราบมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังกังวลเรื่องอันดับโลก ดังนั้น จึงเน้นผลิตงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ มากกว่างานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

“หากเพิ่มงบวิจัย โดยคิดว่าจะผลิตงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศก็เป็นเรื่องที่สมควร แต่ถ้าเพิ่มงบเพื่ออันดับมหาวิทยาลัยโลกก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควร ที่ผ่านมามองว่างานวิจัยเกิดประโยชน์กับนโยบายรัฐเพียง 7% เท่านั้น แต่เกิดประโยชน์กับมหาวิทยาลัยถึง 53% และเป็นประโยชน์กับชุมชนแค่ 20% ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือประเทศในทวีปยุโรป จะมองเรื่องงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศเป็นหลัก ไม่เหมือนกับประเทศไทยที่ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกและการขอตำแหน่งทางวิชาการเป็นหลัก” นายสมพงษ์กล่าว

Advertisement