นักวิชาการซัดแบ่งงบวิจัยลำเอียง เล่นพรรคเล่นพวก มหา’ลัยใหญ่ได้หลายพันล. ให้ ‘ม.ราชภัฏ’ แค่ 30 ล้าน ทำคนเก่งขาดโอกาส
รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เปิดเผยว่า กรณีผู้บริหารมหาวิทยาลัยเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่จัดสรรงบประมาณการวิจัยเพิ่มขึ้นให้กับสถาบันอุดมศึกษา ขณะที่มีนักวิชาการที่เห็นต่าง เพราะมองว่ามหาวิทยาลัยต้องการงบวิจัยเพิ่ม เพื่อให้การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกสูงขึ้น และบุคลากรทำวิจัยเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ แต่ไม่ได้ทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้นั้น ในช่วงที่โรคโควิด-19 แพร่ระบาด การจัดสรรงบวิจัยมีการเล่นพรรคเล่นพวก งบกระจุกแค่คนบางกลุ่มที่สนิทสนมกัน ทั้งนี้ งบวิจัยมี 2 ส่วน คือ 1.งบวิจัยที่ส่งให้มหาวิทยาลัยโดยตรง และ 2.งบวิจัยที่อยู่ที่หน่วยงานวิจัย ซึ่งปัจจุบันงบวิจัยทั้งหมดอยู่ที่หน่วยงานด้านการวิจัย
“ฉะนั้น หน่วยงานด้านการวิจัยจึงมีพลังอย่างมาก ซึ่งเป็นดาบสองคมในเวลาเดียวกัน คือพลังที่จะมองเห็นว่าจะต้องพัฒนาประเทศจริงๆ ควรจะมุ่งเป้าใช้งบที่รัฐบาลให้มาอย่างมหาศาลหลายพันล้านบาท ว่าจะมุ่งไปในทิศทางไหน หรือนวัตกรรมที่ต่อยอดไปสู่ธุรกิจ แต่เท่าที่ฟังมาจากนักวิจัย งบวิจัยที่ลงมาจากรัฐบาลเป็นลักษณะแบบพรรคพวกกลุ่มก้อน ใครพวกใครก็ให้คนนั้น มีการเลือกที่รักมักที่ชัง คือมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ จะได้ไป” รศ.ดร.วีรชัยกล่าว
รศ.ดร.วีรชัยกล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะได้งบไม่เท่ากัน เช่น มหาวิทยาลัยยักษ์ใหญ่ด้านวิทยาศาตร์การแพทย์ และมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยทางสหสาขาวิชา จะได้งบมากที่สุดประมาณ 4 พันล้านบาท นอกเหนือจากที่ได้งบโดยตรงจากส่วนกลาง ฉะนั้น มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ จะมีมือ 2 ข้างที่สาวได้สาวเอา ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏแต่ละแห่งจะได้งบ 30 ล้านบาท ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว และต้องมาแบ่งงบกับอาจารย์ของแต่ละแห่งพันกว่าคน ทั้งๆ ที่เป็นการวิจัยพัฒนาท้องถิ่น จึงทำให้เกิดเสียงเรียกร้องของบเพิ่ม เมื่องบไม่พอ หรือท่อน้ำเลี้ยงไปไม่ถึง
“พองบเยอะ งานวิจัยที่ออกมาก็ไม่ตอบโจทย์ ส่งผลให้งานวิจัยต่างๆ ถูกขึ้นหิ้ง ทำงานออกมาแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศ และไม่สามารถต่อยอดได้ จากประสบการณ์โดยตรงที่เจอมา คือใครเป็นพวกก็จะได้งบไป ฉะนั้น พวกช้างเผือก หรือกลุ่มคนเก่งๆ จะขาดโอกาส ทำให้เกิดการเรียกร้อง โดยมองว่าการเรียกร้องต้องทำให้เป็นรูปธรรมว่างานวิจัยประเภทใดบ้างที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศนอกเหนือจากด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เช่น สายภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งได้รับงบวิจัยน้อย” รศ.ดร.วีรชัยกล่าว
รศ.ดร.วีรชัยกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือรัฐบาลจะต้องไปกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะในต่างประเทศ ฝ่ายที่ให้ทุนวิจัยเป็นหลักคือภาคเอกชน โดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่จะมีงบสนับสนุนทุนวิจัยให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยภาครัฐจะใช้เทคนิคแฝงในเรื่องของการลดภาษี ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยใช้บุคลากรของรัฐในการทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม และได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

