ศาลทุจริตฯ ฟันซี8 ศธ. และพวกโกงเงินเด็กตกเขียว สั่งจำคุกกว่า 100 ปี ชดใช้ 64 ล้าน พร้อมดอกเบี้ย ปลัด ศธ. เดินหน้ายึดทรัพย์-จนท.การเงินโดนด้วย
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้รับแจ้ง จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่าขณะนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษากรณีข้าราชการระดับ 8 ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัด ศธ. และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต อาศัยโอกาสที่มีหน้าที่ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินของกองทุนฯให้กับนักเรียนนักศึกษาที่เป็นผู้ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์ศึกษา จัดทำเอกสารขออนุมัติและระบุรายละเอียดหมายเลขบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นเท็จ โดยมีน้องชาย จำเลยที่ 2 และอดีตลูกจ้าง ศธ. จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ทำให้สำนักงานปลัด ศธ.หลงเชื่อ เบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งบุคคลอื่นๆ ซึ่งเป็นญาติและคนรู้จักของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนฯ มากกว่า 30 คน รวมจำนวน 35 ครั้ง เป็นเหตุให้นักเรียน นักศึกษาได้รับความเดือดร้อน และ ศธ.ได้รับความเสียหายเกือบ 100 ล้านบาท เหตุเกิดระหว่างเดือนพฤษภาคม 2548 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2560
นายอรรถพลกล่าวต่อว่า ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ท.ได้สอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาชี้มูลความผิดทางอาญากับผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวและส่งสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีอาญา ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษา สรุปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดจำนวน 35 กรรม เป็นความผิดตามมาตรา 157 มาตรา 162(4) ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา123/ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 รวมทุกกระทงความผิดให้ลงโทษจำคุก 93 ปี 279 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานผู้สนับสนุน ให้ลงโทษจำคุก 34 ปี 102 เดือน และจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานผู้สนับสนุน ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี 18 เดือน ศาลไม่รอการลงโทษ และให้จำเลยทั้งสามคนร่วมกันชดใช้เงินให้กับผู้เสียหาย ที่ยังไม่ได้ชดใช้คืนจำนวน 64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย โดยในวันอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้ง 3 รายได้เข้าฟังคำพิพากษาด้วย และถูกจำคุกตามคำสั่งศาลทันที
“ในส่วนของ ศธ.จากนี้รอคัดคำสั่งศาล เพื่อดำเนินการกับจำเลยทั้ง 3 คน และเตรียมใช้มาตรการทางปกครอง ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ ของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่ และผู้ทุจริต โดยตรง ทั้งนี้ การทุจริตดังกล่าว จำเลยที่ 1 ให้การสารภาพว่า ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวข้องกับผู้บังคับบัญชา แต่จะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่การเงิน ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนฯในขณะนั้น โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการลงโทษทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมา ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะต้องถูกดำเนินการทางการปกครอง เพื่อร่วมชดใช้ความเสียหายต่อไป จากนี้ ศธ.จะต้องเสนอเรื่องทั้งหมดให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ เพื่อดูรายละเอียดว่า แต่ละคนจะต้องชดใช้ค่าเสียหายรายละเท่าไร” ปลัด ศธ.กล่าว
นายอรรถพลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนฯ โดยให้กองบริหารการคลัง สำนักงานปลัด ศธ.ดูแล บริหารจัดการเงินกองทุนเสมาฯ และส่งเงินถึงเด็กโดยตรง ปัจจุบัน มีเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท ใช้ดอกผล ปีละ 8-12 ล้านบาท ในการให้ทุนการศึกษานักเรียน จำนวน 200 ราย
สำหรับกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เริ่มต้นในปี 2537 ใช้งบประเดิมจากสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 600 ล้านบาท ต่อมามีการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลและเงินบริจาคสบทบเข้ามาหมุนเวียน วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส และเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก เช่น กำพร้า ยากจน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงเพื่อไม่ให้เข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร หรือถูกล่อลวงให้ไปค้าประเวณีหรือเด็กตกเขียว สนับสนุนการศึกษาให้เด็กที่จบมัธยมศึกษาตอนต้น และ ม.ปลาย หรือเทียบเท่าที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้มีโอกาสได้เรียนต่อ เริ่มต้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด และขยายให้ทุนกับสถาบันการศึกษาที่สอนด้านพยาบาล โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ กลุ่มโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และกลุ่มวิทยาลัยพยาบาล
การทุจริตครั้งนี้ถูกตรวจสอบพบในปี 2561 โดยข้าราชการชั้นผู้น้อย จากกลุ่มตรวจสอบภายในของสำนักปลัด ศธ. ซึ่งทำการตรวจสอบบัญชีงบประมาณ 2560 ตามปกติ แต่ดันไปพบพิรุธ จากเอกสารการจัดทำบัญชีกองทุนฯและรายงานการเงินประจำปีงบประมาณ 2560 พบว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบกองทุนฯ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ. ว่าด้วยกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต พ.ศ.2550 คือ ระบบกำหนดให้ผู้รับทุนฯเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคาร โดยใช้คำว่า *”กองทุนเสมาพัฒนาชีวิตของ…(ชื่อผู้รับทุน)”* แต่พบว่ามีการเปิดบัญชีในนามสถานศึกษา มีการอนุมัติจ่ายเงินให้วิทยาลัยบรมราชชนนีต่างๆ แต่ใช้หมายเลขบัญชีเดียวกัน และหลักฐานการเบิกจ่ายเงิน มีชื่อเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารไม่ตรงกับชื่อผู้รับทุน นำมาสู่การตรวจสอบย้อนหลัง ทำให้พบว่ามีการยักยอกเงินทุนการศึกษาเด็กเกิดขึ้น กว่า 10 ปี โดยที่ผ่านมาได้มีการลงโทษไล่ออกจากราชการ ข้าราชการซี 8 ที่ดูแลกองทุน ก่อนดำเนินคดีทางอาญา

