สกศ. จัดประชุมการวิจัยระดับชาติครั้งที่ 17 มุ่งใช้งานวิจัยพลิกโฉมการศึกษาอย่างยั่งยืน

8.08.23 | 15:48 น.

สกศ. จัดประชุมการวิจัยระดับชาติครั้งที่ 17 มุ่งใช้งานวิจัยพลิกโฉมการศึกษาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร คุณหญิงกัลยา โสภณพณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดการประชุมการวิจัยทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 17 “การพลิกโฉมการศึกษาไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดร.ไกรยส ภัทรสวาท ผู้จัดการกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) นักวิจัย และเครือข่ายวิชาการเข้าร่วมจำนวนมาก ว่า การศึกษามีความสำคัญต่อประเทศ การศึกษาคือความมั่นคงของชีวิต ครอบครัว และชาติ ฉะนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างคนที่มีสมรรถนะสูงในอนาคต จึงเป็นหัวใจสำคัญในการนำพาประเทศให้ก้าวข้ามวิกฤตต่างๆได้ การจัดประชุมครั้งนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องครอบคลุมเนื้อหา และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และ สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ คือ ต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 2566-2580 สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ 2566-2570 และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา เราได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ดังนั้นการศึกษาต่อจากนี้จะต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เข้ามาช่วยเพื่อพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ แต่จะการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราพบว่ามีนักเรียนเพียง 20% เท่านั้น ที่มีความพร้อมในการเรียนออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมี 4 ปัจจัย ที่ช่วยทำให้เด็กเรียนออนไลน์ได้ คือ 1.มีอุปกรณ์ 2.มีไวไฟ หรือสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ 3.สามารถเข้าถึงเนื้อหาการเรียนได้ และ4.ครูที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการสอน

“ดังนั้น จึงอยากฝากการบ้านให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้วิจัยว่าจะทำอย่างไรถึงจะช่วยเด็กกว่า 1.4 ล้านคน ที่ไม่มีอุปกรณ์ สามารถเรียนออนไลน์ได้ จึงเป็นโจทย์แรกที่ให้ระดมความคิด ระดมทุน เพื่อจัดอุปกรณ์ให้เด็กทุกคนสามารถเรียนออนไลน์ ความถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม” คุณหญิงกัลยากล่าว

ด้าน ดร.สุเทพ กล่าวว่า สกศ. ในฐานะเจ้าภาพหลัก ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) UNICEF Thailand และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา เผยแพร่องค์ความรู้จากงานวิจัยทางการศึกษาใน 6 ประเด็น ดังนี้ 1.การลดความเหลื่อมล้ำเพื่อเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ 2.การฟื้นฟูการเรียนรู้หลังสถานการณ์โควิด-19 3.การส่งเสริมการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการเปลี่ยนแปลงของโลก 4.การลงทุนด้านการศึกษาของภาครัฐ 5.การผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และ 6.การพลิกโฉมการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

Advertisement

ดร.สุเทพ กล่าวต่อว่า ในปีนี้มีผู้ส่งผลงานวิจัยจำนวน 231 เรื่อง ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 41 เรื่อง มีวิจัยที่น่าสนใจ เช่น พบรูปการการศึกษาที่สอดคล้องกับประเทศ หรือพบว่ากระบวนการพัฒนาการศึกษาจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง และเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ คือ ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองโดยผ่านสื่อและนวัตกรรมต่างๆ อย่างไรตาม การจัดทำงานวิจัยของ สกศ.ไม่ใช่ทำเพื่อได้รูปเล่มมาเท่านั้น แต่หลังจากที่ สกศ.ได้ทฤษฎีเชิงวิชาการแล้ว ก็จะนำวิจัยที่ได้รับการคัดเลือกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาไทย มาต่อยอดทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม และนำเอาผลการวิจัยนี้ไปนำเสนอจัดทำเป็นนโยบายต่อไป เพราะการจัดการศึกษาเราไม่สามารถคัดเสื้อโหลมาใช้เหมือนเดิมอีกแล้ว

“สกศ. มีบทบาทหน้าที่ในการรวบรวมงานวิจัย และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อวางนโยบายพัฒนาการศึกษา การประชุมนี้ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เราเชิญนักวิจัยทั่วประเทศได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนนวัตกรรมการศึกษา ซึ่งทำให้ สกศ.ได้ข้อมูลทิศทางการศึกษาในอนาคต และสรุปนโยบายการศึกษาเพื่อเสนอต่อไป” ดร.สุเทพ กล่าว

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ตนมองว่าการกำหนดนโยบาย การกำหนดทิศทาง จัดทำแผนการศึกษาต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ต้องมีผลการวิจัยสนับสนุนให้มากขึ้น โดยปกติงานวิจัย และนโยบายจะไม่ทันกัน คือ งายกำหนดนโยบายใช้เวบากำหนดเป็นวัน หรือสัปดาห์ งานวิจัย ใช้เวลาทำงานเป็นปี และงานวิเคราะห์ต่างๆ ใช้เวลาเป็นเดือน ทำให้บางครั้งจะพบว่า จะตัดสินใจทำนโยบายอะไร จะไม่มีงานวิจัยมารองรับ ดังนั้น การประชุมวิชาการครั้งนี้ จึงเป็นโอกาส ที่ช่วยทำให้เราสามารถใช้งานวิจัยที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ มาสนับสนุนจัดทำแผนการศึกษาชาติ มาจัดกฎหมายทางการศึกษาที่เป็นภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ซึ่งตนมองว่าถ้าทำได้ จะเป็นเรื่องดี และสร้างคณูปการต่อการศึกษาอย่างมาก