ฟันธงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ ‘ศธ.-อว.’ ถูกมองข้าม-แค่โควต้าพรรคการเมือง
ผศ.ดร.เอกพลณัฐ ณัฐพันธนันท์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอยู่ระหว่างจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ นั้น เป็นเรื่องธรรมดา แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษา (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อาจมีข้อถกเถียงมากมาย และไม่มีท่าทีว่าจะจบ เพราะเป็นกระทรวงที่ถูกมองข้าม และจัดไว้เป็นโควต้าเท่านั้น โดยเรื่องเร่งด่วนที่สุดสำหรับรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจัดการปัญหาทางการศึกษา ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงมีร่วมกัน คือปัญหานักเรียน และนักศึกษา หลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ช่วงโรคโควิด-19 ระบาดจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนมากสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทั้ง 2 กระทรวง
“เรื่องนี้เป็นผลพวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัว ที่ต่างมีภาระ ค่าใช้จ่ายที่เยอะขึ้น ทำให้นักเรียน นักศึกษา ต้องออกไปทำงานหารายได้ให้ช่วยเหลือครอบครัว และแบ่งเบาภาระต่างๆ” ผศ.ดร.เอกพลณัฐ กล่าว
ผศ.ดร.ยเอกพลณัฐกล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่ต้องแก้ไข คือศักยภาพของสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน เทคโนโลยีต่างๆ ก้าวหน้าไปมาก ขณะที่สถาบันการศึกษาไทยไม่ปรับตัว และอาจมองว่ากระทบวิธีการเรียนการสอนแบบเดิม อาจกลายเป็นช่องว่างระหว่างวัย ที่ผู้สอนยังคงอยู่ในรูปเดิมๆ ส่วนผู้เรียนก้าวไปสู่โลกสมัยใหม่แล้ว ถ้าการศึกษายังปฏิบัติแบบเดิม อาจทำให้ระบบการศึกษาไทยมีปัญหา ผลที่ได้อาจจะผิดหวังแทนที่จะภูมิใจ
ผศ.ดร.เอกพลณัฐกล่าวอีกว่า หากพูดถึงการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีของไทย สิ่งที่เห็นชัดเจนคือการแบ่งผลประโยชน์มากกว่าแบ่งตามความรู้ความสามารถ เมื่อได้ตำแหน่งก็ไม่รู้ปัญหา และไม่เข้าใจของงานที่เกี่ยวข้อง หาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้า พท.มาเป็นรัฐมนตรี ศธ.ตามที่มีกระแสข่าว แน่นอนว่าเคยเป็นแพทย์ คงการันตีว่าเก่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรู้ทุกเรื่อง และอาจไม่ถนัด จะเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนปัจจุบันอย่าง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะถูกต่อต้านมาโดยตลอด เรื่องที่สร้างปัญหาชัดเจนคือการโยนให้สถานศึกษาต่างๆ รับผิดชอบกันเอง แต่ตัวเองลอยตัว สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะเจ้ากระทรวงไม่ได้ออกคำสั่ง มาและให้แต่ละสถาบันการศึกษาตัดสินใจกันเอง เช่น ทรงผมนักเรียน เป็นต้น
“ส่วน อว.อาจไม่แตกต่างกันมาก เราอาจเห็น อว.พยายามที่จะทำในหลายๆ เรื่อง เช่น การเปลี่ยนเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งดูเป็นการปรับที่ไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าไหร่ ส่วนนโยบายอื่นๆ ไม่เห็นเป็นรูปธรรม นอกจากการแข่งขันเพื่อจัดอันดับมหาวิทยาลัยไปสู่อันดับโลก และแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยระดับท้องถิ่น สุดท้ายทำให้เห็นว่าศักยภาพไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด” ผศ.ดร.เอกพลณัฐ กล่าว
ผศ.ดร.เอกพลณัฐกล่าวว่า ทั้งนี้ คุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีว่าการ อว.ต้องไปดูประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะเห็นว่าคนที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะดูจาก 1.ประวัติการศึกษา 2.ความรู้ ความสามารถ และ 3.ประสบการณ์ที่การันตีว่าเคยทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงนั้นๆ และไม่จำเป็นต้องดูจากวัยวุฒิที่คนเก่งอาจจะแก่กว่า หรือคนที่หนุ่มกว่าอาจจะไม่มีประสบการณ์ แต่ดูจากผลของการทำงานที่เคยเกี่ยวข้องมาก่อนที่จะเข้าสู่สายการเมือง

