รื้อสร้างความทรงจำในเมืองเก่ากรุงเทพฯ
ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
[ปาฐกาถาพิเศษในกิจกรรมชมสารคดี The Destruction of Memory จัดโดยกลุ่ม SAVE อโยธยา ร่วมกับ Documentary Club ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2566]
การรื้อลบทำลายประวัติศาสตร์ & ความทรงจำ ส่วนใหญ่เป็นประเด็นว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา เป็นความไม่ลงรอยกันระหว่างความต้องการเก็บรักษาความทรงจำอันมีค่ากับการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่ที่ทันสมัย สะดวกสบาย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในพื้นที่
อีกสาเหตุหลักก็คือ เกิดจากความไม่รู้คุณค่าที่แท้จริงของวัตถุแห่งความทรงจำนั้นๆ ซึ่งความไม่รู้นี้ ก็เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เราสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรทที่มีคุณค่าไปมากมายตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่เราเห็นจากการชมสารคดี The Destruction of Memory นั้น แตกต่างออกไป
เมื่อตอนที่ได้ชมเป็นครั้งแรก จริงๆ จากการการอ่านหนังสือมากกว่า (หลายคนคงทราบอยู่แล้วว่าสารคดีเรื่องนี้สร้างขึ้นจากหนังสือในชื่อเดียวกัน เขียนโดยคุณโรเบิร์ต บีแวน ตั้งแต่ปี 2549) ความรู้สึกเหมือนตาสว่าง และมองเห็นมิติที่ซับซ้อนมากขึ้นของการทำลายมรดกความทรงจำ
สำหรับผม สารคดีและหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นสิ่งที่สำคัญและน่าตกใจ คือการทำลายโบราณสถานหลายครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่สงคราม เกิดขึ้นจากความตั้งใจ การทำลายเกิดขึ้นภายใต้การตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่าโบราณสถานชิ้นนั้นสำคัญต่อผู้คน เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณ ตัวตน สังคม
ดังนั้น การทำลายที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์และพัฒนา ไม่ใช่เกิดจากความไม่รู้ในคุณค่า แต่การทำลายเกิดขึ้นจากการรู้ในคุณค่าของโบราณสถานเป็นอย่างดี
การทำลายชนิดนี้มีเป้าหมายพุ่งตรงไปที่ตัวตนและจิตวิญญาณของผู้คนและสังคมโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ การทำลายโบราณสถานในบริบทดังกล่าว สิ่งที่ถูกทำลายไปจึงไม่ใช่เพียงแค่ อิฐ หิน ปูน ทราย แต่คือส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ นั่นก็คือจิตวิญญาณ และอุดมการณ์
[ควรกล่าวไว้ก่อนนะครับว่า การรื้อย้ายทำลายอนุรักษ์โบราณสถาน เชิงสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนจิตวิญญาณและอุดมการณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้หรือเลวร้ายเสมอไป
หากชุดอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังสิ่งก่อสร้างชิ้นนั้น คือชุดอุดมการณ์ที่กดขี่ผู้คน คุกคามความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น หรือเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่มนุษย์กระทำต่อกัน การรื้อถอนทำลายสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณเชิงลบเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ควรกระทำ
ปรากฏการณ์รื้อย้ายทำลายอนุสาวรีย์ของผู้สนับสนุนการค้าทาส เหยียดเพศ เหยียดผิว ที่เกิดขึ้นในยุโรปและอเมริกาเมื่อราว 3 ปีก่อนคือตัวอย่างที่ชัดเจนของการรื้อทำลายความทรงจำอันเลวร้ายที่มีความชอบธรรม]
ย้อนกลับมาที่ประเด็นของสารคดี ตัวอย่างที่สะท้อนการทำลายโบราณสถานด้วยความจงใจโดยพุ่งตรงไปที่จิตวิญญาณของโบราณสถานได้ดีที่สุดคือ การระเบิดสะพานมอสต้าในสงครามบอสเนียในวันที่ 9 พ.ย. 2536
สะพานนี้นอกจากเป็นสะพานเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ที่ทำหน้าที่เชื่อมผู้คน 2 ฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกันแล้ว ตัวสะพานยังเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อกันของคนหลากหลายชาติพันธุ์ในพื้นที่ทั้งโครแอต เซิร์ป และมุสลิม สะพานเป็นจิตวิญญาณของเมืองและผู้คนชาวมอสต้า
ภายหลังสะพานถูกทำลาย นักข่าวได้สัมภาษณ์หญิงชราคนหนึ่งในแคมป์ผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นชาวเมืองนี้ บทสัมภาษณ์แสดงความเศร้าของหญิงผู้นี้มากมายที่มีต่อสะพาน จนนักข่าวถามในทำนองว่า ทำไมดูเสมือนว่าจะรู้สึกเสียใจต่อภาพของสะพานที่ถูกทำลายมากกว่าภาพของผู้คนที่ล้มตาย?
หญิงชราตอบว่า
“อาจเป็นเพราะเรามองเห็นความตายของพวกเราทั้งหมดในห้วงขณะที่สะพานถูกทำลาย…ในขณะที่ความตายของผู้คนแม้จะน่าเศร้า แต่ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าต้องมาถึงไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่การพังทลายของสะพานอันเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมเป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง…สะพานคือจิตวิญญาณ เป็นถาวรวัตถุที่ถูกคาดหวังว่าจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์ และอยู่เหนือชะตากรรมของมนุษย์แต่ละคน…ผู้คนที่ล้มตาย ใช่ มันน่าเสียใจ พวกเขาเหล่านั้นคือสมาชิกของพวกเรา แต่ภาพของสะพานที่ถล่มมันเสมือนจะบอกว่า ทั้งหมดของความเป็นเราได้ถูกทำลายและสูญสิ้นตามลงไปด้วย ไม่ใช่เพียงแค่คนใดคนหนึ่ง แต่คือจิตวิญญาณและตัวตนทั้งหมดของเรา…”
ด้วยนัยยะสำคัญเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่ในสารคดีเราจะเห็นว่ามีกลุ่มคน (นำโดยคุณราฟาเอล เลมคิน) ที่ต้องการผลักดันให้การรื้อลบทำลายโบราณสถานที่มีสถานะพิเศษทางจิตวิญญาณ (ด้วยความจงใจนะครับ) เป็นหนึ่งในคุณลักษณะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นอาชญากรรมต่อมนุษชาติ (Cultural Genocide)
เช่นเดียวกับ มิลาน คุนเดอรา นักคิดนักเขียนชาวเชคที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน ได้เคยเขียนข้อความที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือ The Book of Laughter and Forgetting และถูกยกมาใส่ไว้ในหนังสือของคุณโรเบิร์ต บีแวน ด้วย ข้อความนั้นเขียนว่า
“…บันไดขั้นแรกของการฆ่าผู้คนคือการทำลายความทรงจำของพวกเขา ทำลายหนังสือ วัฒนธรรม และทำลายประวัติศาสตร์ของพวกเขา จากนั้นก็ให้ใครสักคนเขียนมันขึ้นมาใหม่ สร้างวัฒนธรรมใหม่ เขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ ในไม่ช้าผู้คนก็จะลืมว่าพวกเขาคือใคร และพวกเขาเคยเป็นใครมาก่อน…”
โดยสรุปสารคดีเรื่องนี้ชี้ประเด็นให้เราเห็นว่า การรื้อทำลายโบราณสถานในหลายกรณีมีนัยยะสำคัญมาก เพราะเป็นการทำลายความทรงจำของสังคมและผู้คน ที่บ่งบอกว่าตัวตนของพวกเขาคือใคร จิตวิญญาณเป็นเช่นไร มีอุดมการณ์แบบไหน
และเมื่อผู้คนไร้ตัวตน ไร้จิตวิญญาณ พวกเขาก็ไร้ค่า ไร้ความหมาย และถูกลืม
กระบวนการทำลายสัญลักษณ์แห่งความทรงจำในหลายกรณี (ตามที่สารคดีนำเสนอ) จึงมีสถานะเป็นบันไดขั้นแรกที่ตัวตนของความเป็นมนุษย์ของพวกเขาถูกลืมและเปิดทางไปสู่ความรุนแรงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้คนได้โดยง่าย
สารคดีนี้สามารถช่วยเราย้อนกลับมามองสังคมไทยได้หรือไม่ และถ้าได้ เราจะมองในลักษณะไหน ประเด็นนี้คือสิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไป
จากการติดตามสถานการณ์การรื้อทำลายโบราณสถานและมรดกควาทรงจำชุดต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ มานานหลายปี
อย่างแรก ผมคิดว่า เรายังไม่มีกรณีใดที่รุนแรงในระดับที่เทียบเคียงได้กับที่สารคดีนี้แสดงให้เห็น
จากประสบการณ์ของผม ในสังคมไทย (เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ) ลักษณะการรื้อทำลาย มีอยู่ 3 ลักษณะ
1.เกิดจากความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์ กับ การพัฒนา ที่มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นมูลเหตุหลัก (ยกตัวอย่างกรณีศาลเจ้าแม่ทับทิม และ ชุมชนซอยหวั่งหลี วัดยานนาวา และสกาลา)
2.การทำลายโดยขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องคุณค่าของมรดก (1 ไม่แยกจาก 2 ซะทีเดียว) (ยกตัวอย่างกรณี ชุมชนป้อมมหากาฬ)
3.การรื้อลบทำลายสิ่งก่อสร้างและอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์เชิงจิตวิญญาณที่ถูกนิยามว่าเป็นอันตรายต่อรัฐและความทรงจำกระแสหลัก
กรณีที่ 3 เป็นกรณีที่ใกล้เคียงและอาจมองเทียบเคียงกับสารคดีมากที่สุด
ซึ่งในทัศนะผมคงไม่มีปรากฏการณ์ไหนชัดเจนมากไปกว่าปรากฏการณ์รื้อลบสร้างใหม่ความทรงจำคณะราษฎรผ่านการรื้อย้ายทำลายศิลปะ อนุสาวรีย์ และสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรในรอบหลายปีที่ผ่านมาโดยมีคู่ตรงข้ามคือความทรงจำแบบราชาชาตินิยม
-ศาลฎีกา
-หมุดคณะราษฎร
-อนุสาวรีย์ปราบกบฏ
-อนุสาวรีย์พระยาพหลฯ
-อนุสาวรีย์จอมพล ป.
-กรณีล่าสุดคือการปรับ facade อาคารถนนราชดำเนินกลาง
การต่อสู้เพื่อรักษาโบราณสถาน อนุสาวรีย์ หรือวัตถุสัญลักษณ์บางอย่างที่อาจจะไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในบางกรณี (จริงๆ หลายกรณี) มิใช่การต่อสู้เพื่อรักษาอิฐหินปูนทราย แต่คือการต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์ ตัวตน อุดมการณ์ จิตวิญญาณ ของผู้คนที่ฝังอยู่ในสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น
ดังนั้นการต่อสู้ในลักษณะนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด
ผมขอจบด้วยข้อความของคุณมิลาน คุนเดอรา อีกครั้ง ซึ่งสะท้อนสิ่งที่ผมอยากจะสรุปได้ชัดเจนที่สุด
The struggle of man against power is the struggle of memory against forgetting.
การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับอำนาจที่มากดขี่ คือ การต่อสู้ระหว่างความทรงจำกับการถูกทำให้ลืม

