หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา แนะรัฐบาลเศรษ...

แนะรัฐบาลเศรษฐา หนุนส่งเสริมการอ่าน-เรียนรู้นอกห้องเรียน-ตามอัธยาศัย

9.09.23 | 09:00 น.

ผู้บริหาร okmd เชื่อมั่นรัฐบาลเศรษฐา เดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย-นอกห้องเรียน ทำเด็กไทยทันโลก ด้านอาจารย์ มธ.แนะต้องส่งเสริมเยาวชนเท่าทันเทคโนโลยี ผลักดันคนไทยอ่านหนังสือเพิ่ม ช่วยเสริมทักษะคิดวิเคราะห์ที่สังคมไทยยังขาด

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (okmd) เปิดเผยว่า สำหรับนโยบายด้านการศึกษา ที่อยากให้รัฐบาลช่วยผลักดันนั้น ในส่วนของ okmd ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพรรคไทยรักไทย ตรงกับช่วงที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงนั้นถือว่าเป็นนวัตกรรมของการสร้างองค์กรในรูปแบบองค์การมหาชน ฉะนั้น เชื่อมั่นว่ารัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะช่วยสนับสนุน และให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน และการเรียนรู้การศึกษานอกรูปแบบเพิ่มมากขึ้น เพราะมองว่าปัจจุบันเทคโนโลยี และสังคมเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างสมดุลใหม่

“การเรียนรู้ในห้องเรียน ในโรงเรียน หรือรั้วมหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องเสริมด้วยการเรียนรู้ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะผ่านดิจิทัล หรือผ่านการเล่น หรือการเรียนผ่านพิพิธภัณฑ์ในห้องสมุด ถ้าสามารถสร้างสมดุลได้ จะทำให้เด็กและเยาวชนไทยทันโลก ซึ่งเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนายเศรษฐา จะช่วยผลักดันเรื่องเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี” ดร.ทวารัฐ กล่าว

ศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า การศึกษาไทยมีปัญหาค่อนข้างมาก แต่ส่วนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข อย่างแรกคิดว่าเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ เพราะจริงๆ แล้ว ยังมีองค์กรที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในสังคม ในชุมชน ที่มีความสามารถ และมีศักยภาพ เป็นหน่วยที่จะสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้ ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญมากเท่าที่ควร หากสามารถพัฒนาศักยภาพในส่วนนี้ได้ จะช่วยให้การเรียนรู้ในสังคมเกิดขึ้นได้อย่างมีคุณภาพ

Advertisement

ศ.ดร.อดิศรกล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือ อยากให้ช่วยส่งเสริมเยาวชนให้เข้าถึง และเท่าทันเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่าความก้าวหน้าในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องคำนึงด้วยว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ โดยเฉพาะเรื่องภูมิศาสตร์ พื้นที่ห่างไกล ฉะนั้น การพัฒนาในส่วนนี้ต้องมองให้เห็นตัวคน ที่เป็นคนจริงๆ ด้วยว่าอยู่พื้นที่ใด และจริงๆ แล้วต้องการทรัพยากรแบบใดที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ และรัฐบาลควรทุ่มลงไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะทุกวันนี้เป็นการใช้งบประมาณแบบหว่านแห ซึ่งอาจไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว ควรจะโฟกัสพื้นที่บางจุด บางกลุ่มเป้าหมาย ที่อาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษ หรือต้องการทรัพยากรที่มีความเฉพาะเจาะจง ก็อาจจำเป็นต้องให้ความใส่ในเด็กในพื้นที่กลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

“ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานเข้ามาช่วยดูแลมากขึ้น มีความตื่นตัวมากขึ้น จะเห็นได้ว่า มีการพูดถึงเรื่องเด็กขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาจำนวนมาก เป็นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสำคัญ แต่อาจจะต้องเติมมิติที่ว่าเมื่อพาเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษากลับเข้ามาแล้ว เขาเกิดการเรียนรู้จริงหรือไม่ และเขาเรียนรู้อะไรในระบบการศึกษา และคนที่อยู่ในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักการศึกษา ครู หรือคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่หรือไม่ เพราะเขาอาจมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างจากเรา ถ้าสามารถผนวกเรื่องการให้โอกาสเด็กเข้าถึงการเรียนรู้ในระบบการศึกษา กับคุณภาพของการจัดการศึกษา และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นแล้วนำไปใช้ต่อในอนาคต ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน” ศ.ดร.อดิศร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลควรมีแนวทางส่งเสริมการอ่านที่ชัดเจนหรือไม่ ศ.ดร.อดิศร กล่าวว่า ปัจจุบันการอ่าน อาจเป็นวิถีชีวิตที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นเคย อย่างที่เคยมีสถิติว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อย แต่ความจริงแล้วถ้าเราสร้างให้เด็กและเยาวชนเกิดความอยากที่จะเรียนรู้ ส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่าคนส่วนใหญ่อยากที่จะเข้าถึงความรู้ ไม่ว่าจะผ่านการอ่าน การดู หรือการฟัง

“ดังนั้น การอ่านก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ ที่ควรส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนรุ่นใหม่เข้าใจว่าเนื้อหาความรู้ ทั้งสาระ และความบันเทิง มีความจำเป็นอย่างไรบ้าง ทำให้เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเท่าไร เพราะให้เวลากับการอ่านวิเคราะห์ข้อมูลน้อย ไม่เห็นคุณค่าของการอ่าน เพราะมีข้อมูลตัดตอนที่สามารถสื่อสารได้รวดเร็ว แต่ความรวดเร็วของการใช้ข้อมูลเหล่านี้ มีทั้งข้อดี และเสีย ซึ่งทักษะในการอ่าน จะช่วยเสริมทักษะในการคิดวิเคราะห์ได้มาก ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยยังขาด” ศ.ดร.อดิศร กล่าว