ฝากรัฐบาลใหม่เพิ่มอุดหนุน 100% สวทอ.วอนดูแลเทียบเท่าอาชีวะภาครัฐ ‘ธนุ’ สั่ง 77 สอจ.ประสาน-ดันงานเอกชน
ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ร่วมประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน โดยมีผู้บริหารจากอาชีวะเอกชนเข้าร่วม 444 แห่ง ซึ่งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของอาชีวะเอกชน หลังจากที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 8/2559 ให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนย้ายจากสังกัดเดิม คือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อต้องการให้อาชีวะรัฐ และเอกชน พัฒนาไปพร้อมเพียงกัน ที่ผ่านมาทราบปัญหาของอาชีวะเอกชน ทั้งการติดต่อสื่อสารกัน การขออนุมัติหลักสูตร หรือขอเปลี่ยนแปลงอะไรก็ช้า เพราะช่วงที่อยู่ สช.จะติดต่อประสานงานผ่านศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชนประจำจังหวัดนั้นๆ แต่ สอศ.ไม่มีหน่วยงายย่อยประจำจังหวัด จึงได้สั่งสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) 77 จังหวัด เพื่อให้อาชีวะเอกชนคล่องตัวมากขึ้น และจะผลักดันให้ สอจ.อยู่ใน พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ. … ในอนาคตด้วย ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งทีมร่างกฎหมายไว้แล้ว โดยมอบหมายว่าจะต้องเขียนกฎหมายให้ครอบคลุมอาชีวะรัฐ และเอกชน
“สอศ.พร้อมทำงานร่วมกับอาชีวะเอกชน แต่อาจล่าช้าบ้าง เพราะมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย แต่เรื่องไหนที่ทำได้ และเป็นอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการ กอศ.ผมพร้อมที่จะทำให้เร็ว สิ่งที่ผมอยากขับเคลื่อนมากที่สุดคือทวิภาคี เพราะเป็นตัวช่วยสร้างผู้เรียนที่มีสมรรถนะสูงได้ แต่ปัจจุบันอาชีวะเอกชนทำได้เพียง 15% เท่านั้น แต่เป้าหมายที่วางไว้ 50% จึงอยากให้อาชีวะเอกชนกลับไปทบทวน และช่วยผลักดันทวิภาคีเพิ่มขึ้น เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญ” ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าว
ว่าที่ ร.ต.ธนุกล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่ฝากอาชีวะเอกชนขับเคลื่อน คือการปรับภาพลักษณ์อาชีวะ แม้ผู้ปกครองอยากให้ลูกหลานเรียนสายอาชีพ เพราะจบแล้วมีงานทำ มั่นคงในชีวิต และอาชีพ แต่ยังห่วงเรื่องการทะเลาะวิวาท ตั้งแต่รับตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.ตั้งเป้าไว้ว่าปัญหาเหล่านี้ต้องลดลง โดยขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย จึงเห็นว่าปัญหามีน้อย และจะค่อยๆ หมดไป ดังนั้น ต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์อาชีวะใหม่ รีแบรนด์ดิ้ง ให้ผู้ปกครองมั่นใจ ส่งลูกมาเรียนอาชีวะเพิ่มขึ้น เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้เด็กลดลง ต้องมาคิดว่าจะอยู่อย่างไร โดยเฉพาะอาชีวะเอกชนที่ต้องพึ่งผู้เรียนเป็นหลัก
นายประเสริฐ กลิ่นชู นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) กล่าวว่า ตลอดเวลา 7 ปี ที่อยู่ภายใต้ สอศ.มองว่าวิทยาลัยอาชีวะเอกชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการดูแลที่เท่าเทียมกับวิทยาลัยอาชีวะรัฐ ทำให้เกิดการเรียกประชุมวิสามัญ สวทอ.เพื่อลงมติว่าจะอยู่ภายใต้ สอศ.หรือย้ายกลับไปอยู่ สช.ตามเดิม ซึ่งคำตอบมี 2 ส่วน คือ ส่วนตัวในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) มองว่าไม่มีปัญหา เพราะ อี.เทค เป็นวิทยาลัยขนาดใหญ่ อยู่กับหน่วยงานไหนก็ได้ แต่ถ้าตอบในฐานะนายก สวทอ.มีสมาชิกหลายแห่งร้องเรียนทั้งในส่วนที่พอใจ และไม่พอใจ โดยที่ประชุม สวทอ.เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2565 ลงมติ 72% ให้วิทยาลัยอาชีวะเอกชนย้ายกลับไปสังกัด สช.
“อยากฝากรัฐบาลใหม่ ให้ดูแลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยอาชีวะเอกชน โดยเฉพาะเงินอุดหนุน ส่วนเรื่องอื่นๆ แต่ละวิทยาลัยอาชีวะก็ดูแลกันเองอยู่แล้ว ขอแค่ดูแลในส่วนเรื่องของเงินอุดหนุนให้ครบ 100% เท่าเทียมกับภาครัฐ หรือตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ก็พอ” นายประเสริฐ กล่าว

