หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา สัมภาษณ์พิเศษ...

สัมภาษณ์พิเศษ : จับเข่าคุย ‘ว่าที่ ร.ต.ชูชีพ อรุณเหลือง’ กับภารกิจ..ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (1)

19.09.23 | 10:27 น.

สัมภาษณ์พิเศษ : จับเข่าคุย ‘ว่าที่ ร.ต.ชูชีพ อรุณเหลือง’ กับภารกิจ..ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (1)

ภายหลังจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มีผลบังคับใช้ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ถูกยกสถานะเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพิ่มบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งการส่งเสริมการเรียนรู้ มุ่งพัฒนาบุคคลให้มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก มีโอกาสพัฒนา หรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้น หรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัด หรือความจำเป็น

มติชน จึงถือโอกาสนี้ จับเข่าคุยกับ ว่าที่ ร.ต.ชูชีพ อรุณเหลือง รองอธิบดี สกร.ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดี สกร.ถึงบทบาท ภารกิจ และทิศทางการทำงาน ภายหลังได้รับการยกสถานะ

๐ เข้ามารักษาการอธิบดี สกร.ได้รับมอบหมายให้เร่งดำเนินการเรื่องใดบ้าง?
“ได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลความคืบหน้าการจัดทำโครงสร้าง สกร. การจัดทำกฎหมายลูก รวมถึง เรื่องกฎระเบียบต่างๆ ที่ยังไม่คืบหน้าไปมากนัก อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงสร้าง ได้เรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง สอบถามเรื่องการบริหารงานส่วนราชการของ สกร.ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 80% รวมถึง ให้กำหนดกรอบระยะเวลาว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ โดยได้ลงรายละเอียดกับคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง และให้ทำวิจัยโครงการ คาดว่าน่าจะเป็นรูปเป็นร่าง และได้ทดลองใช้ไม่เกิน 1-2 เดือนนี้”

๐ โครงสร้างใหม่ แตกต่าง และดีกว่า กศน.เดิมอย่างไรบ้าง?
“การจัดทำโครงสร้างภาพรวม จะล้อจาก กศน.เดิม ส่วนใดเป็นภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ต้องเพิ่มหน่วยงานเข้าไป เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว เท่าที่ดูหน่วยงานที่เพิ่มขึ้นมา จะช่วยเสริมให้การทำงานมีความสมบูรณ์ ขณะที่กฎหมาย กศน.เดิมบางตัวสามารถนำมาปรับใช้ได้ เพราะข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ มีความคล้ายคลึงกัน แต่ในส่วนที่กฎหมายเน้น หรือกำหนดไว้ และมีความแตกต่างจากเดิม ก็ต้องจัดทำระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายรองให้สอดคล้องกัน”

Advertisement

๐ ได้เข้าพบ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เพื่อรายงานความคืบหน้าหรือไม่?
“ยังไม่มีโอกาสได้เข้าพบ แต่ได้เตรียมความพร้อม โดยอยู่ระหว่างจัดทำรายงานสรุปภาพรวมการดำเนินงานทั้งหมด เสนอให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูนพิจารณา เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เห็นภาพชัดเจนว่าการขับเคลื่อนของ สกร.ทั้งในเรื่องโครงสร้าง และการดำเนินงานอื่นๆ ได้ดำเนินการไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะการทำงานบางเรื่องเลยกำหนดเวลาไปแล้ว ดังนั้น จึงได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุย ประชุมว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้แล้วเสร็จโดยเร็ว”

๐ หลังเข้ารับตำแหน่ง ได้โยกย้ายข้าราชการภายใน สกร.ไปหลายตำแหน่ง?
“ที่มีการย้าย เพราะผู้รับผิดชอบในแต่ละหน่วยงาน เสนอขอปรับบุคลากร เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และได้หารือกับรองอธิบดี สกร.ที่้เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารงานภายใน เพราะการทำงานจะยึดหลักความโปร่งใส และยุติธรรม หากปรับเปลี่ยนการทำงานแล้ว ผู้ที่รับผิดชอบหน่วยงานนั้น เห็นว่าไม่เหมาะสม ก็พร้อมจะย้ายกลับมาให้ปฏิบัติหน้าที่เดิม เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด”

๐ การตรวจสอบปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นภายใน สกร.?
“ตั้งใจเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยจะต้องดูข้อเท็จจริง ซึ่งบางเรื่องสวนทางกับข้อมูลที่ออกมา”

๐ หนักใจหรือไม่ เพราะต้องเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องทุจริตด้วย?
“ก็หนักใจบ้าง แต่ต้องการให้ความเป็นธรรมทุกคน ไม่ว่าจะทำงานที่ใด ก็ตั้งใจจะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกคน โดยได้เชิญข้าราชการที่ถูกกล่าวหา และข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพูดคุย ซึ่งบางคนอาจมองว่าถูกสอบสวน แต่ความจริงไม่ใช่ ที่เชิญมาคุยเพื่อต้องการค้นหาความจริง หากผู้ที่ถูกล่าวหาทำทุกอย่างถูกต้อง ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ต้องคืนความเป็นธรรม ให้สามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม และมีโอกาสได้ชี้แจงต่อสังคม เข้าใจว่าในการทำงานอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ทั้งหมดต้องดูที่เจตนา ซึ่งมุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในฐานะของผู้บังคับบัญชา ผมเลือกจะมองข้อดีของผู้ใต้บังคับบัญชามากกว่า”

๐ ยกสถานะเป็น สกร.แล้ว ภารกิจเพิ่มขึ้นเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต?
“ตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ กำหนดไว้ว่า สกร.ทีหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะภารกิจของ สกร.มีมากกว่านั้น หัวใจสำคัญคือการขยายการจัดการศึกษาให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งไม่สามารถเข้าเรียนตามเวลาที่กำหนดไว้ได้ เช่น ถ้าต้องทำงานเช้าถึงเย็น มีเวลาว่างช่วงกลางคืน ถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้เขาสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจัดทำแพลตฟอร์มให้สามารถเข้าเรียนได้ผ่านเทคโนโลยี มีการเก็บชั่วโมง พอครบหน่วยการเรียน ก็เข้ามาสอบ หรือวัดผลประเมินผล

หากทำแบบนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม ทำให้คนไทยสามารถขยับ และพัฒนาการเรียนได้ในระดับที่สูงขึ้น ถ้าการศึกษาไปถึงคนทุกคน และทุกคนได้เข้าถึงการศึกษา ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ คิดว่าคนไทยจะมีศักยภาพ สามารถพัฒนาสมรรถนะของตัวเองได้สูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีมาตรฐาน ตรงนี้เป็นงานใหญ่ที่ สกร.ต้องเร่งดำเนินการ”

๐ ภารกิจจากนี้ ไม่ใช่เรื่องการแบ่งสัดส่วนผู้เรียนมาจากหน่วยงานอื่นแล้ว?
“ใช่ ภารกิจของ สกร.จากนี้ จะเปิดกว้างให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้หมด โดยจะทำในลักษณะสะสมหน่วยกิต ในรูปแบบเครดิตแบงก์ อย่างเช่น บางคนอาจไปเรียนหลักสูตรระยะสั้นมา ก็สามารถนำใบประกาศนียบัตรมาเก็บสะสมไว้ในเครดิตแบงก์ แล้วเมื่อครบตามหลักสูตร ก็สามารถนำมาเทียบระดับ เทียบโอนความรู้ หรือนำมาสอบเทียบได้ ที่ต้องปรับระบบการเรียนรู้ให้หลากหลายมากขึ้น เพราะแต่ละชุมชนมีแหล่งเรียนรู้ที่มีความแตกต่าง หรือบางอาชีพ สามารถนำประสบการณ์มาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตได้ ถ้าเป็นแบบนี้ จะทำให้คนไทยทุกคน เข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ”

๐ แนวทางการส่งเสริมการอ่าน ?
“การส่งเสริมการอ่าน ได้กระจายลงไปในท้องถิ่น ไปตามจุดเล็กๆ ทั้งชุมชน และหมู้บ้าน จัดทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ เพราะมองว่าในยุคนี้ คนสามารถทำงานไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วยได้ แต่ต้องอำนวยความสะดวก โดยนำเรื่องการอ่านทั้งหมดมาอยู่ในเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จัดทำแพลตฟอร์ม เพื่อให้คนสามารถเข้ามาเรียนได้

เหมือนกับห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาได้ เช่น แม่ค้าขายผักมีเวลาว่างก็เปิดอ่านได้เลย ไม่ต้องเดินไปอ่านที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และหากอ่านไปแล้วเจอหลักสูตรที่น่าสนใจ อยากสมัครเรียนก็สามารถสมัครได้ทันทีในช่องทางเดียวกัน เรียนจบมีการวัดผลประเมินผล นำผลการเรียนมาสะสมเป็นเครดิตแบงก์ได้”