สัมภาษณ์พิเศษ : จับเข่าคุย ‘ว่าที่ ร.ต.ชูชีพ อรุณเหลือง’ ผลักดัน..ส่งเสริมการอ่าน ทุกที่ ทุกเวลา (จบ)
๐ หนังสือที่เป็นรูปเล่ม ยังต้องมีหรือไม่?
“ยังคงต้องมี เพราะบางคนไม่มีเทคโนโลยี ก็ต้องให้เขามีโอกาส โดยสามารถนำหนังสือเล่มไปอ่านได้ ที่ผ่านมามีการจัดทำ ‘บ้านหนังสือชุมชน’ ซึ่งปัจจุบันมีบ้านหนังสือชุมชนทั่วประเทศแล้วกว่า 21,418 แห่ง การส่งเสริมการอ่านจะมีเพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่งไม่ได้ ต้องมีความหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับบริบท และความพร้อมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ สำหรับบ้านหนังสือชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ในชุมชน ให้เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ในชุมชนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ และมีชีวิต
บ้านหนังสือชุมชน เป็นโครงการส่งเสริมการอ่านที่ทำต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงที่เป็น กศน.ส่วนที่จะเพิ่มเติมเข้ามาคือ การส่งเสริมการอ่านผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะทำแพลตฟอร์มที่ง่าย และไม่ยุ่งยาก ขณะนี้ได้เริ่มจัดทำไปบ้างแล้ว และอยู่ในช่วงทดลองใช้ เพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์ ให้สามารถเข้าถึงการอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้จัดทำรายวิชาต่างๆ ไปแล้วพอสมควร ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมเป็นบิ๊กดาต้า คาดว่าจะสามารถทดลองใช้ได้ภายในปี 2567
สำหรับหนังสือที่จะใส่เข้าไปในแพลตฟอร์ดดังกล่าว จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน และหนังสือที่ส่งเสริมการเรียนรู้ความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน รวมถึงหลักสูตรอาชีพต่างๆ”
๐ การจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนการดำเนินงานนี้?
“จะเริ่มจากสถานศึกษาที่มีความพร้อม เปิดให้ทดลองใช้ เพื่อดูสภาพปัญหาก่อนนำข้อมูล อุปสรรคที่เกิดขึ้น ไปปรับปรุงแก้ไขระบบให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้ จะต้องจัดอบรมครู โดยต่อไปครูจะทำหน้าที่เป็น Facilitator มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน แนะนำให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ได้มีหน้าที่สอนอย่างเดียว จะต้องทำหน้าที่แนะนำส่งเสริมผู้เรียนได้ตลอดเวลา
การเรียนจากนี้ จะไม่ได้เรียนในห้องเรียนอย่างเดียว แต่จะต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาได้ง่าย รวดเร็ว หากทำแบบนี้ได้ จะทำให้เกิดความเชื่อมั่น เพราะครูสามารถเป็นที่พึ่งของผู้เรียนได้ ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา สิ่งที่ตั้งใจจะขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ ตรงกับนโยบายส่งเสริมการอ่าน ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.
อย่างไรก็ตาม ในส่วนการเทียบโอนหน่วยกิตซึ่งที่ผ่านมาดำเนินการมาแล้ว แต่ที่ยังไม่มีคือการนำประสบการณ์การทำงาน มาเทียบโอนเป็นผลการเรียน เป็นวุฒิบัตร เกียรติบัตร ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ”
๐ ผู้ที่เรียน สกร.จะได้รับการยอมรับมากขึ้น?
“ส่วนตัวคิดว่าผู้ที่เรียน กศน. การศึกษานอกระบบ หรือที่ปรับมาเป็น สกร.ในปัจจุบัน เป็นคนที่เก่ง เพราะบางเรื่องต้องศึกษาด้วยตนเอง ต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่อยากจะเรียน โดยมีครูให้คำแนะนำ เพราะฉะนั้นคุณภาพของการจัดการศึกษาจึงค่อนข้างมีมาตรฐาน ประเมินได้จากข้อสอบที่วัดผลประเมินผลการเรียนรู้ ที่จะใช้ระบบสุ่ม แต่ละคนจะได้ข้อสอบไม่เหมือนกัน สามารถวัดความรู้ความสามารถของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
อีกทั้ง การสะสมหน่วยกิตยังทำให้ผู้เรียนสามารถจบการศึกษาได้เร็วกว่าระบบการเรียนปกติ และสามารถจะไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ มีความก้าวหน้าในการทำงานได้เร็วขึ้น”
๐ เดิมมีแนวคิดจะขยายการจัดการศึกษาไปถึงระดับอุดมศึกษา?
“ยังมีแนวความคิดดังกล่าวอยู่ แต่ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ กำหนดให้ สกร.ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรี จัดการเรียนการสอนร่วมกัน ไม่ใช่จัดเพียงหน่วยงานเดียว เช่น สกร.อาจเปิดสอนรายวิชาใดวิชาหนึ่ง แล้วให้โอนผลการเรียนไปต่อที่มหาวิทยาลัยที่ทำข้อตกลงร่วมกัน โดยผู้เรียนสามารถเรียนต่อจนจบการศึกษา เท่ากับว่า สกร.จะเป็นตัวเชื่อมอีกช่องทางหนึ่ง เพื่อส่งต่อผู้เรียนเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาได้
แต่การศึกษาไม่ใช่เรียนวันนี้แล้วจบ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกวัน ไม่ใช่เรียนจบปริญญาตรีแล้วพอแค่นี้ ต้องมีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง หรือนำความรู้ที่ได้ไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือเรียนเพื่อการมีงานทำ มีอาชีพ ทั้งหมดนี้ สกร.จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อมเส้นทางการศึกษา ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างหลากหลาย”
๐ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ .ศ. … ยังไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร จะมีปัญหาในการดำเนินการหรือไม่?
“คิดว่าไม่มีปัญหา กฎหมายลูกส่วนใหญ่ปรับให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เป็นหลัก เพราะในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง มีผลกระทบกับ สกร.น้อยมาก หากจะมีผลกระทบ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้าง”
๐ เข้ามาทำงาน สกร.ในช่วงวิกฤต หนักใจหรือไม่?
“ผมเป็นข้าราชการ ยึดเรื่องความสุจริตเป็นที่ตั้ง ทำงานเพื่อราชการ จะหนักจะเบา ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทำงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย และการมาทำงานครั้งนี้ ผมคิดเสมอว่า เป็นการเข้ามาช่วย คนอาจจะมีมุมมองแตกต่างกันไป เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ถ้าเราบริสุทธิ์ใจ วันหนึ่งคนที่มองคนละด้านกับเรา ก็จะเข้าใจ ผมตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อความก้าวหน้าของทุกคน
ถ้าโครงสร้าง สกร.เสร็จเรียบร้อย จะเห็นภาพความก้าวหน้าของแต่ละตำแหน่ง มีวิทยฐานะ สามารถยกระดับ สกร.ทั้งองคาพยพให้ดีขึ้น”
๐ จะเกษียณปี 2567 อยากฝากผลงานอะไรไว้?
“ไม่ได้อยากฝากอะไร แต่อยากให้ สกร.เป็นหน่วยงานที่จัดการศึกษาเพื่อให้คนทุกวัย ได้มีโอกาสเข้ามาเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะผิดหวังจากการเรียนในระบบใดมา ก็สามารถกลับเข้ามาเรียนได้ตลอดเวลา”
๐ มีหลักในการทำงานอย่างไร?
“ยึดหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และต้องมีสติในการทำงานตลอดเวลา การทำงานราชการ หากยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม ก็ไม่มีปัญหา สามารถทำงานได้หมด”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สัมภาษณ์พิเศษ : จับเข่าคุย ‘ว่าที่ ร.ต.ชูชีพ อรุณเหลือง’ กับภารกิจ..ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (1)

