นักวิชาการ เปิดต้นตอปัญหาหนี้สินครู สหกรณ์ฯปล่อยกู้ง่าย หวังดอกเบี้ย-เงินปันผล ครูไม่มีวินัย ทำหนี้สินล้นพ้นตัว แนะช่วยเหลือคนวิกฤตก่อน
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า มีผลศึกษาออกมาแบ้วว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุด และนักการเมืองก็นำเรื่องนี้มาหาเสียงทุกยุค ทุกสมัย แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะไม่ลงไปแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ สำหรับต้นตอปัญหาหนี้สินครู ต้องเข้าใจสังคม ปัญหาและบริบทครูให้ดี และครูนั้น เป็นห่วงโซ่สุดท้ายของระบบนี้ หมายความว่า ในระบบสหกรณ์ครูเป็นที่รวมหนี้สินครู 80-90% ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญฆาหนี้สินครู ต้องแก้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีอยู่ทั่วประเทศ และเป็นแหล่งปล่อยเงินกู้ให้ครูใหญ่ที่สุด
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ครูเป็นห่วงโซ่สุดท้าย เพราะสหกรณ์หรือแหล่งสถาบันการเงินที่มีสมาชิกจำนวนมาก มีเงินหลายหมื่นล้านบาท จะดำเนินการทางธุรกิจทางการเงินเพื่อให้ได้กำไร โดยปล่อยเงินให้กับสหกรณ์ระดับเล็ก และระดับกลางที่มีความมั่นคง เช่น ให้สหกรณ์ครูกู้ โดยให้กู้ในดอกเบี้ยร้อยละ 5-6 ซึ่งสหกรณ์ครูเหล่านี้สามารถกู้เงินหลักร้อยถึงหลักพันล้านบาท เพื่อมาปล่อยกู้ให้กับครู โดยเก็บดอกเบี้ยร้อยละ 6-9 ครูที่เป็นสมาชิกจะมากู้เงินตามภาวะ ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถ ซื้อบ้าน เรียนต่อปริญญาโท และปริญญาเอก หรือนำไปจ่ายหนี้เดิมที่ครอบครัวมี เพราะครูส่วนใหญ่มีฐานะยากจน อาจจะต้องกู้เงินมาเพื่อช่วยเหลือทางบ้าน
“การกู้เงินของครู ไม่ได้ต่างจากอาชีพอื่นที่ต้องกู้สถาบันการเงินมาใช้ แต่ที่แตกต่างคือ คณะกรรมการบริหารสหกรณ์ครู จะมาจากผู้อำนวยการเขตพื้นที่ (สพท.) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมี่อยู่ในพื้นที่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และคนในพื้นที่ ที่มีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับ บุคคลเหล่านี้จะเข้ามาบริหารงานสหกรณ์ครู โดยมีหน้าที่ปล่อยเงินให้ครูกู้เงิน ซึ่งสหกรณ์ปล่อยกู้ให้ครูง่าย ไม่มีการตรวจเรื่องเครดิตบูโร ไม่ตรวจหนี้สินเดิม เพราะถ้ายิ่งปล่อยเงินมาก ก็จะยิ่งได้ดอกเบี้ยที่ครูจะต้องจ่ายเป็นรายเดือนเยอะขึ้น และจะมีเงินปันผล ค่าบริหารจัดการมากขึ้น แทนที่คณะกรรมการที่เป็นผู้บริหารการศึกษา จะดูวินัยทางการเงินของครู กลับเอาหูไปตาเอาตาไปไร่ และปล่อยเงินกู้ให้ครูจนเกินจำนวน” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการกู้เงินของครู จะเป็นลักษณะไขว้ ฉันกู้เธอค้ำ เธอกู้ฉันค้ำ และไม่มีการตรวจว่าครูไปเซ็นค้ำกี่คน ทำให้เห็นว่าในวงการสหกรณ์ ครูมีสิทธิกู้เยอะ จนในที่สุด ปล่อยครูมีหนี้สินล้นพ้นตัว ประกอบวินัยทางการเงินของครูที่อาจจะไม่มีทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น แม้จะมีระเบียบออกมากำหนดว่า ปล่อยให้ครูกู้ได้โดยหักเงินเดือนแล้ว ครูจะต้องเหลือไม่น้อยกว่า 30% แต่ไม่มีการปฏิบัติตาม ทำให้ครูต้องไปกู้สถาบันการเงินที่อื่นมาโป๊ะที่เดิม ทำให้เดือดร้อนกันไปใหญ่ ทั้งนี้ จากข้อมูลมีครูที่ไม่มีวินัยทางการเงิน และอยู่ในสภาวะวิกฤตเพียง 2-3% เท่านั้น ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ก่อน ซึ่งน่าจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าที่จะช่วยทั้งระบบ เพราะหากช่วยทั้งหมดรัฐบาลจะไปเอาเงินที่ไหนช่วยเหลือ และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือครูนั้น ก็ต้องกลับไปดูว่า สหกรณ์นั้นทำเพื่อสมาชิกครูหรือทำเพื่อตอบโจทย์ผู้บริหารสหกรณ์กันแน่ ส่วนที่บอกว่าให้ครูใส่ซอง 20 บาท หรือไปล้างจานนั้น ต้องเข้าใจค่านิยมของครู เพราะครูมีค่านิยมที่แข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นรถ บ้าน การใช้ของแบรนด์เนม มองว่าผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ จะต้องสร้างค่านิยมทางการเงินให้ครูใหม่ ให้รู้จักความพอเหมาะ พอสมควร และเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

