‘สุรศักดิ์’ เร่งเคลียร์ปัญหา สกสค.-องค์การค้า ตั้งเป้าเพิ่มความเชื่อมั่น สร้างรายได้ แก้หนี้ครู
เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ได้ตรวจเยี่ยมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของครู และยังเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยปัจจุบัน สกสค. มีสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) กว่า 1,400,000 คน
นายสุรศักดิ์กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครู เบื้องต้นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะแยกปัญหาหนี้สินของแต่ละคนออกเป็น กลุ่มสีเขียว สีเหลือง และ สีแดง เพื่อเข้าไปช่วยเหลือตามสภาพความเป็นจริง สิ่งสำคัญคือจะต้องไม่ให้ครูก่อหนี้ใหม่ โดยจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูแลการแก้ปัญหาดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาว่าปัจจุบันจำนวนสมาชิก ช.พ.ค.และ ช.พ.ส.ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะครูรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจสมัครสมาชิกและมีทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการรายได้ของตัวเองมากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในองค์กร ดังนั้น คงจะต้องเข้าไปดูแลการบริหารจัดการภายในต่างๆ รวมถึงเข้าไปดูแลเรื่องปัญหาทุจริต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อเรียกความมั่นใจ ให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้น เพราะหากปล่อยให้สมาชิกลดลงอย่างต่อเนื่องจะกระทบทำให้องค์กรเกิดปัญหาอย่างแน่นอน ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา

นายสุรศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการติดตามเงิน จำนวน 2,5000 บาท ที่อดีตผู้บริหาร สกสค.นำไปซื้อ “ตั๋วสัญญา” กับ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อนำไปลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี อย่างไม่โปร่งใสนั้น คงต้องเข้าไปดูรายละเอียด โดย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการ สกสค. ได้รายงานรายละเอียดว่ามีงบประมาณตรงส่วนใด อยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนจะมีวิธีการนำเงินคืนมาได้อย่างไรนั้นก็คงต้องไปดูในรายละเอียด ขณะเดียวกัน ยังต้องเข้าไปดูแลองค์การค้าของ สกสค. ซึ่งยังขาดสภาพคล่องในการบริหารจัดการ ดังนั้น คงต้องเข้าไปดูว่าจะทำอย่างไรให้องค์การค้ามีรายได้เพิ่ม

“ปัจจุบันองค์การค้ายังถือว่าขาดสภาพคล่อง ดังนั้น อาจต้องเข้าไปดูเรื่องบริหารจัดการว่าจะทำอย่างไรให้องค์การค้ามีรายได้ เพราะหากองค์การค้ามีรายได้ก็จะมีเงินใช้หนี้ สกสค. แต่ปัญหาคือรายได้ขององค์การค้าลดลงจำนวนมาก แต่เท่าที่ทราบองค์การค้ายังพอมีทรัพย์สินที่สามารถสร้างมูลค่า สร้างรายได้ให้กับองค์การได้ ก็คงต้องเข้าไปดู แต่เรื่องนี้ถือว่าละเอียดอ่อน เพราะหากพูดว่าจะมีการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนก็อาจเป็นที่จับตา ดังนั้น การดำเนินการทุกอย่างต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา เรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ที่จะไม่ไว้หน้า หากมีการทุจริตเกิดขึ้น” รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.กล่าว

