สพฐ.แจงยกร่างเกณฑ์วิทยฐานะใหม่ เพิ่มทางลือกที่หลากหลาย ยันไม่รื้อของเดิม เน้นวัดผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน-ประเมินครูตามช่วงวัย สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างหลักเกณฑ์การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ เสนอคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) พิจารณาปรับเปลี่ยนการประเมินวิทยะฐานะ นั้น ตามโจทย์นโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้เน้นการประเมินที่เป็นไปตามสภาพจริง ลดการทำเอกสาร ลดขั้นตอนการประเมินไม่ซ้ำซ้อน ไม่ยุ่งยาก และเป็นธรรม
โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนตามช่วงวัยเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงสภาพบริบทของสถานศึกษา สอดคล้องกับผู้เรียนที่หลากหลาย และไม่เป็นการสร้างภาระแก่ครูมากเกินไป
ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา กล่าวต่อว่า เมื่อโจทย์ของรัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นแบบนี้ สพฐ.จึงคิดว่า จะต้องมีรูปแบบการประเมินที่มากกว่าหนึ่งช่องทาง เพื่อให้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริง เพราะโรงเรียนสังกัดสพฐ. มีหลายบริบท และอีกส่วนที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ ครู ซึ่งมีหลายกลุ่มอายุ ทั้งกลุ่มครูรุ่นใหม่ รุ่นกลาง และครูกลุ่มที่มีประสบการณ์นานอายุ 50 ปีขึ้นไป เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้การประเมินวิทยฐานะสะท้อนการทำงานของครูและตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียน ก็ควรจะให้มีการประเมินที่หลากหลาย ตามความถนัดและความสนใจ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเรียนดี มีความสุข สดภาระครู และบุคลากรทางการศึกษา
ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า ตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ สพฐ. ตั้งทีมขึ้นมายกร่างหลักเกณฑ์การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการศธ. พิจารณา ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ. ให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ก่อนการดำเนินการ สพฐ.ได้สอบถามผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียหลายพื้นที่ ซึ่งผู้นำครูและบุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า ควรจะมีช่องทางการประเมินวิทยฐานะที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการศธ. คือ ลดขั้นตอน มุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยมีรูปแบบวิธีการประเมินที่หลากหลายมากกว่าเดิม โดยเน้นให้เป็นไปตามบริบทของพื้นที่ ทั้งโรงเรียนในเมือง โรงเรียนในชนบท โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล บนดอย ภูเขาสูง เกาะแก่ง ซึ่งบางแห่งยังไม่มีไฟฟ้าใช้ อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึง บางโรงเรียนยังใช้โซลาร์เซลล์ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่า ให้โรงเรียนที่อยู่ในเมือง ประเมินแข่งกับโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ก็จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม
“การยกร่างหลักเกณฑ์วิทยาฐานะครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการรื้อ หรือยกเลิกเกณฑ์เดิม แต่เป็นการสร้างทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่มีความแตกต่างกัน ทั้งเด็กปกติ เด็กพิการ ผู้มีความสามารถเป็นเลิศ เด็กด้อยโอกาส รวมถึงให้การประเมินสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ทั้งในเมืองชนบท พื้นที่สูง เกาะแก่ง ทุรกันดารห่างไกล ฯ ตามนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา อย่างไรก็ตามการยกร่างหลักหลักเกณฑ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ว่า หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA (ว 9/2564) ไม่ดี การประเมินตามว9 ที่สำนักงานก.ค.ศ. ดำเนินการอยู่
ถือเป็นการประเมินที่ตอบโจทย์เรื่องของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่ดี ดังนั้นเกณฑ์ประเมินว9 ยังใช้อยู่และไม่มีการยกเลิก แต่จะเพิ่มโอกาสและทางเลือกการประเมินที่เหมาะสม สามารถพัฒนาผู้เรียนได้ ในรูปแบบที่หลากหลาย มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ที่มีบริบทที่แตกต่างกัน และวัดผลการทำงานของครู ตามบริบทของพื้นที่และธรรมชาติของวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนที่ต่างกัน ยืนยันว่า สพฐ. ไม่ได้ไปยกเลิกว9 เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการประเมินที่ดี สพฐ.เพียงแต่เพิ่มช่องทางการประเมินวิทยฐานะที่มากกว่าในปัจจุบัน โดยหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะทุกรูปแบบต้องเชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการศธ. ทั้งนี้ สพฐ. จะเร่งดำเนินการให้แล้ว เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการศธ. เห็นชอบและเสนอคณะกรรมการก.ค.ศ.พิจารณาต่อไป ” เลขาธิการกพฐ. กล่าว

