แนะ ‘บิ๊กอุ้ม’ รื้อเกณฑ์ขอวิทยฐานะใหม่ ปลดล็อก-เปิดทางเลือก-ดึงครูกลับมาสอน น.ร.ชี้ กม.ปี’42 เกิด 4 เรื่องหลัก ทำการศึกษาดิ่งเหว
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างหลักเกณฑ์การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ เสนอคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาปรับเปลี่ยนการประเมินวิทยฐานะนั้น มองว่าติดกระดุมเม็ดแรกผิด เพราะตั้งแต่ปี 2542 ที่มี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มีความมุ่งหวังในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ของประเทศ โดยกฎหมายฉบับนี้ทำให้เกิด 4 เรื่องใหญ่ในระบบการศึกษา คือ 1.โครงสร้างและระบบที่แบ่งเป็นแท่ง มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 2.การขอวิทยฐานะของครูที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 3.การใช้หลักสูตรมาตรฐาน หรือหลักสูตรแกนกลาง และ 4.การเน้นมาตรฐานคุณภาพ ทำให้เกิดสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สิ่งเหล่านี้ทำให้คาดหวังว่าการศึกษาไทยจะดีขึ้น
“แต่ทั้ง 4 อย่างนี้กลับทำให้การศึกษาไทยกลับตาลปัตร ตรงกันข้าม การศึกษากลับยิ่งลงเหวและแย่กว่าเดิม ไม่เกิดการปฏิรูปการศึกษา อีกทั้งยังดันทุรัง และขับเคลื่อนการศึกษาตาม 4 ระบบนี้จนถึงปี 2566 การปฏิรูปการศึกษาไม่เคยประสบความสำเร็จ” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กำลังเริ่มทำนั้น เป็นการปรับเปลี่ยนวิทยฐานะ โดยสร้างแรงจูงใจให้ครูทำงานหนักมากขึ้น มันผิดธรรมชาติและผิดวัตถุประสงค์ เป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ผิด เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็เคยกำหนดให้การขอวิทยฐานะของครูโดยใช้ระบบเทียบเคียง หรืออิงเกณฑ์ เหมือนการขอตำแหน่งวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่เน้นการทำวิจัยและการทำเอกสาร ทำให้ครูส่วนใหญ่ทิ้งการสอน ทิ้งการปฏิบัติหน้าที่มาทำวิจัย มาทำเอกสาร เพื่อความก้าวหน้าของตนเอง
“จะเห็นว่าในแต่ละปี ศธ.ใช้งบประมาณเกี่ยวกับบุคลากร โดยเฉพาะงบที่เกี่ยวกับวิทยฐานะสูงขึ้นแบบน่าเป็นห่วง แต่คุณภาพการศึกษากลับตกต่ำ เรื่องสำคัญที่สุด ทำให้ครูส่วนใหญ่ใช้เวลากับการทำเอกสาร ไม่ทุ่มเทกับการจัดการเรียนการสอน สิ่งเหล่านี้คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ ที่ผ่านมาคนในวงการทางการเมืองไม่มีใครกล้าแตะประเด็นนี้ เพราะเกี่ยวกับผลประโยชน์ และห่วงคะแนนเสียงของครู อย่างไรก็ตาม ยังมีครูจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์นี้ เพราะต้องการใช้เวลาจัดการเรียนการสอนให้เด็กมากกว่าทำเอกสาร” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า การที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูนเดินหน้าปรับเกณฑ์การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ควรจะเปิดทางเลือกและเปิดลู่ที่หลากหลายและแตกต่าง โดยควรจะมีลู่ที่ดึงให้ครูกลับมาจัดการเรียนการสอน ใช้เวลาอยู่กับเด็ก มุ่งพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ หรือปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของโรงเรียน โดยอาจจะวางเกณฑ์ประเมินในรูปแบบที่ให้คณะกรรมการมาตรวจดูการจัดการเรียนการสอน ดูพัฒนาการเด็ก เชื่อว่ามีครู 50-60% ที่ต้องการและเห็นด้วย ดังนั้น ควรที่จะมีลู่ทางให้ครูเหล่านี้ได้พัฒนาเหมือนกับครูที่มุ่งทำแต่เอกสารด้วย
“การทำวิทยฐานะและเปิดลู่หลายทางตามความถนัด ตามความสนใจ และตรงกับวิชาชีพครูอย่างแท้จริง ต้องปลดล็อกเรื่องการทำวิทยฐานะแบบอิงเกณฑ์ของอาจารย์มหาวิทยาลัย เราต้องกลับมาติดกระดุมให้ถูก แล้วจะเห็นว่าครูมีความสุขอย่างแท้จริง ครูไม่ต้องมาสร้างข้อมูลเท็จ ไม่ต้องมานั่งรอ หรือมานั่งรู้สึกผิดว่ากำลังทำผิดจรรยาบรรณ ผมสนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และเลขาธิการ กพฐ.ทำเรื่องให้สำเร็จ และควรกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการไว้ด้วยว่าควรจะทำให้เสร็จภายใน 1 ปี” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

