นักวิชาการ แนะทางออก สางปม ‘จุฬาฯ-อุเทนถวาย’ ชี้ทุกฝ่ายต้องเสียสละ เผย ‘อุเทนฯ’ อยู่ที่เดิม22 ไร่ พัฒนายาก สลัดภาพวิวาท ‘ปทุมวัน’ ไม่ได้เหตุอยู่ติดกัน ด้าน ‘จุฬาฯ’ ต้องใจกว้างอย่าเอาธุรกิจนำการศึกษา ใช้ที่ดินเดิมเป็นสาธารณะประโยชน์
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีข้อพิพาทระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย จะต้องมองอีกสถาบันหนึ่งควบคู่กันไปด้วยคือ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งทั้งสามมีประวัติศาสตร์ยามนานมาก และมีเรื่องค่านิยมที่ปลูกฝังรุ่นสู่รุ่น มีคู่กรณีที่อยู่ใกล้ชิดกัน ซึ่งเป็นต้นแบบของการทะเลาะวิวาทกันมานาน กลายเป้นต้นแบบค่านิยมของเด็กอาชีวะทั่วไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘ศุภมาส’ ชี้ สางปม จุฬาฯ-อุเทน ต้องคำนึงกฎหมายควบคู่ความรู้สึก
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเรายังมีในแง่ของการที่ จุฬาฯเอาที่ดินคืน และอุเทนถวาย ก็คัดค้านมาตลอด ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้น ถ้ามองการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ปัญหาก็ไม่มีทางยุติ สิ่งที่จะต้องเปลี่ยนมุมมองและเปลี่ยนชุดความคิดใหม่ ทั้งสองฝ่ายควรเสียสละเพื่ออนาคต ไม่ควรมองผลตัดสินแพ้ชนะ
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า การเสียสละนั้น ทางอุเทนถวาย ต้องยอมรับว่าอยู่บนที่ดิน 22 ไร่ ไม่มีทางงอกงามทางอาชีวอุดมศึกษาได้ เพราะอาชีวะอุดมศึกษาถึงเป็นเส้นเลือดใหญ่ เป็นคำตอบสำคัญในการพัฒนาประเทศ หากยังอยู่ในที่ดินเดิม ไม่มีทางเป็นไปได้หากเทียบกับ มทร.ที่อื่นๆ ที่สามารถเติบโตพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และถ้าอุเทนถวาย ยังอยู่ที่ดินของจุฬาฯ เพียง 22 ไร่ ก็จะเป็นได้แค่บอนไซเท่านั้น
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ส่วนจุฬาฯ จะต้องมองว่า เมื่ออุเทนถวายโยกย้ายที่ดินแล้ว ต้องเข้าไปช่วยเหลือในแง่วิชาการ สนับสนุนเรื่องของนวัตกรรม อาคารเรียน หอพัก ทั้งนี้จะต้องไม่มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการใช้งบที่สูญเปล่าแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการศึกษา จนทำให้อุเทนถวายเป็รเส้นเลือดใหม่ในด้านอาชีวะอุดมศึกษาได้ และทางจุฬาต้องเสียสละเช่นกัน คือ เมื่อได้ที่ของอุเทนถวายแล้ว จะต้องไม่นำที่ดินไปใช้ในเชิงพาณิชย์
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า อีกทั้ง ทางจุฬาฯ ต้องเปลี่ยนความคิดว่าไม่ควรเอาความคิดธุรกิจนำการศึกษาด้วย เพราะขณะนี้ทุกคนหวั่นเกรงว่าจุฬาฯ จะนำที่ดินไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพราะที่ดินนี้อยู่ใกล้สยามสแควร์ โดยควรสละเอาที่ดินตรงนี้มาทำสถาบันทางการศึกษา เช่น สถาบันฝึกอาชีพ ให้องค์ความรู้กับประชาชน หรือทำพิพิธภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและปัญหาของประเทศ คนที่เสียสละที่ดินตรงนี้ให้ และประชาชนเอง ก็จะมีความรู้สึกว่า จุฬาฯได้นำที่ดินไปทำประโยชน์กับสาธารณะไม่ใช่ไปสร้างประโยชน์เชิงพาณิชย์
“การออกจากที่ดินจุฬาฯ นั้น เป็นหน้าที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กรมธนารักษ์ และจุฬาฯ ที่ต้องร่วมกันหาที่ดินประมาณ 400-500 ไร่ โดยที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ให้อุเทนถวาย โดยจะต้อวมีแผนพัฒนามหาวิทยาลัยในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีให้ด้วย โดยซึ่งที่ดินตรงนี้ จะเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างสร้างสรรค์ของอุเทนถวาย มองว่าทั้งสองฝ่ายต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ ซึ่งจะทำให้การพูดคุยหาทางออกร่วมกันจะเป็นไปในบรรยากาศที่มีแต่ความเข้าใจ และสร้างสรรค์ทั้งสองฝ่ายๆ ถ้ายังไม่เปลี่ยนมุมมอง ก็จะมีแต่ความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา“ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่มีคนพูดถึงน้อยอีกเรื่องหนึ่งคือ อุเทนถวาย มีสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยคือ พระวิษณุ ซึ่งทุกสถาบันก็จะเคารพ ให้การยอมรับ และยกย่องสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยตนเอง ดังนั้น จุฬาฯ และ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการ อว. ต้องกระหนักให้ดีว่าการย้ายที่เหมือนกับการย้ายจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นแล้ว จะทำอย่างไรที่ให้ชาวอุเทนถวายมั่นใจว่าจิตวิญญาณของเขาได้ถูกยกย่อง และได้ถูกย้ายอย่างถูกต้องตามพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการทำแบบนี้ จะทำให้คนรู้สึกว่าไม่ได้ถูกมองข้าม
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งยี้ ตนมองว่าถ้าอุเทนถวาย ยังอยู่ติดกับปทุมวัน ก็ไม่สามารถทำลายภาพของกาคทะเลาะกันได้ เพราะพื้นที่ติดกัน มีโอกาสในการกระทบกระทั่งได้ตลอดเวลา การห่างกันไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้แพ้ แต่หมายความว่าคุณเข้าใจปัญหา และชาวอุเทนไปสร้างค่านิยมของสถาบันคุณอย่างเต็มที่ดีกว่า ถ้ายังอยู่ที่เดิม ประวัติศาสตร์และค่านิยมมันบอกเรามาตลอดว่าอุเทนและปทุมวันมีโอกาสกระทบกระทั่ง และมีโอกาสเกิดการสูญเสียทุกปี เชื่อว่าการแยกจากกันจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ แต่การย้าย ต้องย้ายอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีความเข้าใจ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง เปิดมหากาพย์ ย้อนปมปัญหา ‘ย้ายอุเทนถวาย’ ออกจากพื้นที่จุฬาฯ

