เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ต่อหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ นั้น ขณะนี้ได้สรุปผลการสำรวจเรียบร้อยแล้ว และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำเสนอข้อผลที่ได้จากการสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวหารือกับ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางก.ค.ศ. ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะและรับจะนำผลสรุปดังกล่าวไปปรับปรุงระบบประเมินวิทยฐานะให้สอดคล้องกับความต้องการขอครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 53,043 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 14,591 ราย หญิง 38,452 ราย ช่วงอายุระหว่าง 25-45 ปี อายุราชการ 5-15 ปี โดยเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ 29,222 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการขอ 7,873 ราย ได้รับอนุมัติการขอในปี 2565-2566 จำนวน 9,770 ราย
นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับแบบสำรวจได้สอบถามความคิดเห็นในประเด็นหลัก ดังนี้ 1.การประเมินผลการพัฒนางานตามข้อตกลง ควรใช้แนวทางที่ไม่เพิ่มภาระงาน และลดการสิ้นเปลืองในการใช้กระดาษ เห็นด้วย 88.80% 2.คณะกรรมการประเมินการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะในแต่ละวิชา/สาขา ควรมีความรู้ความเข้าใจในการประเมินเป็นมาตรฐานเดียวกัน เห็นด้วย 86% และ 3. ควรมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะให้มีทางเลือกการเสนอขอมากกว่าปัจจุบัน เห็นด้วย 83.60% ส่วนการประเมินโดยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ (ระบบ Digital Performance Appraisal : DPA) นั้น ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า เป็นระบบที่มีความเหมาะสม 58.89% ควรปรับปรุง 33.32% และเห็นว่าไม่เหมาะสม 7.79% สาเหตุที่ควรปรับปรุง อาทิ การประเมินจากเอกสาร คลิปการสอน คลิปแรงบันดาลใจ ไม่สามารถประเมินการจัดการเรียนการสอนได้ทั้งหมด เป็นการสร้างปัญหาให้กับครูที่ขาดอุปกรณ์และขาดความรู้ด้านเทคโนโลยี เพิ่มค่าใช้จ่าย ขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน การบันทึกข้อมูลทำให้เสียเวลาทำงานด้านเอกสารมากขึ้น สร้างภาระให้กับครู และควรพัฒนาระบบให้มีความเสถียร เข้าใช้ง่ายได้ง่าย รวดเร็ว เป็นต้น ส่วนที่เห็นว่าไม่เหมาะสม อาทิ ขั้นตอนยุ่งยาก และเห็นว่า ควรเลื่อนวิทยฐานะให้อัตโนมัติตามอายุราชการ ไม่ต้องประเมินเอกสาร ใช้หลักอาวุโสและประสบการณ์ สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน อาทิ ครูขาดความรู้ความเข้าใจในการทำข้อตกลงพัฒนางาน ข้อตกลงในการพัฒนางานที่จัดทำเป็นปีงบประมาณ คาบเกี่ยว 2 ปีการศึกษา โดยเห็นว่า ควรให้จัดทำเป็นปีการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ สร้างภาระให้กับครูเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ขั้นตอนยุ่งยาก การจัดทำเอกสารในการประเมินมีจำนวนมาก สิ้นเปลืองวัสดุและงบประมาณ โดยเห็นว่า ควรประเมินจากสภาพการทำงานจริงมากกว่า
ส่วนหลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะที่มีความเหมาะสม ดังนี้ การปะเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA (ว 9/2564) 54% การประเมินตาม ว17/2552 หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ 19% ว21/2560 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ 14% และว13/2556 หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสพผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญทุกตำแหน่ง 13%
“ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้สพฐ. และก.ค.ศ. ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อันดับแรก คือ ลดระยะเวลาในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ตามมาด้วย อยากให้ปรับหลักเกณฑ์ประเมินให้มีความเหมาะสม มีทางเลือกที่หลากหลาย และอยากให้ลดภาระงานครู ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน และมีข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบการประเมิน ดังนี้ ลดเกณฑ์ระยะเวลาในการประเมิน เช่น เหลือ 1-4 ปี เลื่อนวิทยฐานะตามอายุราชการ เช่น 10 ปีขึ้นไปมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท สายบริหารการศึกษา สามารถลดหย่อนได้เหมือนสาขาอื่น ๆ ลดระยะเวลาในการตรวจ ให้กระชับรวดเร็วขึ้น ให้ผู้บริหารสถานศึกษา/ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เป็นผู้รับรองการตรวจได้ ให้คณะครูและนักเรียนสามารถร่วมประเมินได้ รวมถึงอยากให้ปรับระบบการเข้าใช้ง่ายให้ง่ายขึ้น ”นายสุรินทร์ กล่าว

