ชง ‘บิ๊กอุ้ม’ เคาะร่างพ.ร.บ.การศึกษา หลังฟังความเห็น-เสนอเพิ่ม7ประเด็น

4.12.23 | 10:00 น.

ชง ‘บิ๊กอุ้ม’ เคาะร่างพ.ร.บ.การศึกษา หลังฟังความเห็น-เสนอเพิ่ม7ประเด็น เน้นพัฒนาครู-จัดงบทุกสังกัดเท่าเทียม

นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สกศ.ได้เปิดให้มีการประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน  ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้ได้สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเรียนร้อยแล้ว และได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง  ทั้งนี้ ภาพรวมเห็นด้วยในหลักการกับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับดังกล่าว โดยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นมีข้อเสนอใน 7 ประเด็น  ดังนี้ ประเด็นที่1 สมรรถนะตามช่วงวัย ควรกำหนดให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการจัดการศึกษาของผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย ประเด็นที่ 2 องค์ประกอบและวิธีการได้มาของคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อให้สามารถตอบโจทย์หลักการกระจายอำนาจและสร้างความเป็นนิติบุคคลให้สถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของสถานศึกษาร่วมด้วย ประเด็นที่ 3 แนวทางการผลิตและพัฒนาวิชาชีพครู ควรส่งเสริมบุคลากรที่จบวิชาชีพครูโดยตรงเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนที่เน้นสมรรถนะของผู้เรียนได้เป็นสำคัญ นอกจากนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาแนวทางความร่วมมือ ในกระบวนการผลิตครูที่มีคุณภาพ ระหว่างสถานศึกษา และสถาบันผลิตและพัฒนาครู ประเด็นที่ 4 บทบาทการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ควรส่งเสริมหน่วยงานที่ร่วมจัดการศึกษาในเขตพื้นที่ ทั้งของภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีมาตรฐานที่เท่าเทียมทั้งในเรื่องสิทธิประโยชน์ การเงินและงบประมาณ การบริหารงานบุคคล เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาคุณภาพ การจัดการศึกษาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 5 องค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ควรกำหนดองค์ประกอบที่มีผู้แทนจากผู้ที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในส่วนผู้แทนจากผู้ประกอบวิชาชีพครู   ผู้แทนสถานบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในสถานศึกษาโดยตรง เนื่องด้วยกลไกการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการบริหารการจัดทรัพยาการเพื่อการศึกษา และเป็นผู้กำกับนโยบายภาพรวมด้านการศึกษา ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสามารถนำอุปสรรคและสภาพปัญหาในทางปฏิบัติจากผู้ปฏิบัติจริงที่เกิดขึ้นมาสู่การกำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศเพื่อแก้ปัญหา การส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาการศึกษาได้อย่างตรงจุด ประเด็นที่ 6 กลไกความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านงบประมาณสถานศึกษา กำหนดงบประมาณขั้นต้น และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ที่จะสามารถนำมาเป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างโอกาสการเข้าถึงระบบการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในทุกช่วงวัยและทุกสังกัดสถานศึกษา และประเด็นที่ 7 ความปลอดภัยในสถานศึกษา ควรกำหนดมาตรการในการปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถนำหลักการและนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นปัญหาที่พบได้มากในปัจจุบัน อันจะส่งผลสำคัญต่อความเชื่อมั่นในการเข้ารับการศึกษาของผู้เรียน และผู้ปกครอง

“สกศ. จะนำข้อเสนอทั้ง 7 ประเด็นดังกล่าว เสนอให้พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณา ประกอบร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ภายในเดือนธันวาคม 2566 หากรัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในเดือนมกราคม 2567 เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในเดือนกุมภาพันธ์ -มิถุยายน 2567 แต่การพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ อาจจะเกิดความล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดปัจจุบันจะหมดวาระวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 หากได้ส.ว.ชุดใหม่แล้ว ก็คาดว่า จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในวาระที่1 ในเดือนกันยายน 2567 และประกาศใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการได้ในช่วงกลางปี 2568  ” นายอรรถพล กล่าว

 

Advertisement