มหาวิทยาลัยโอด รัฐหั่นงบรายหัว น.ศ.เกลี้ยง ทุกสาขาตั้งแต่ปี’61 ให้เฉพาะผลิตแพทย์ โบ้ยเลี้ยงตัวเอง มฟล.ชี้ต้องควักทบ 50%
รศ.ชุษณะ รุ่งปัจฉิม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ มฟล.เปิดเผยว่า ก่อนจัดตั้งศูนย์การแพทย์ มฟล.มหาวิทยาลัยมีโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการแพทย์ คือมีสำนักวิชาต่างๆ ด้านการแพทย์ รวมถึง จัดตั้งสถาบันการแพทย์แผนไทย-จีน ซึ่งนายวันชัย ศิริชนะ นายกสภา มฟล.มองว่า มฟล.มีสำนักวิชาด้านการแพทย์ค่อนข้างครบถ้วน จากเดิมที่ไม่คิดทำ เนื่องจากการลงทุนสูง กระทั่งปี 2554 สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) มีโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม ประกอบกับได้ นพ.นพดล วรอุไร จากโรงพยาบาลพระมงกุฏ มาเป็นคณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มฟล.จึงเร่งจัดทำข้อเสนอจนได้สำนักวิชาแพทยศาสตร์ และสำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ เหมือนเป็นการยกระดับสถาบันอุดมศึกษา และมุ่งสู่การเป็นศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ MFU Wellness Center
รศ.ชุษณะกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล หรือหน่วยงานที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัย มักจะตั้งคำถามว่า มีมหาวิทยาลัยแล้วประเทศชาติได้อะไร ทั้งที่มหาวิทยาลัยสร้างคนออกไปสร้างเศรษฐกิจ แต่กลับถูกตัดงบอุดหนุนรายหัวนักศึกษาทั้งหมดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 ในทุกสาขาวิชา ยกเว้นสาขาวิชาแพทยศาสตร์ ที่ต้องเสนอของบอุดหนุนรายหัวในโรงการผลิตแพทย์แห่งประเทศไทยเป็นระยะๆ โดยงบที่อุดหนุนนักศึกษาแพทย์ในปัจจุบันได้ 3 แสนบาทต่อคนต่อปี ซึ่งโครงการจะสิ้นสุดในปีงบ 2570-2571 เพราะแม้แต่สาขาวิชาทันตแพทยศาสตร์ ก็ไม่ได้งบอุดหนุนรายหัวเช่นกัน เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มองว่าผลิตเพียงพอแล้ว
รศ.ชุษณะกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังลดความสำคัญของการผลิตบัณฑิต เหตุผลที่ให้คือมหาวิทยาลัยต้องเลี้ยงตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐ โดย มฟล.ต้องนำเงินรายได้มาอุดหนุนในส่วนนี้ปีละ 70-90 ล้านบาท ฉะนั้น สิ่งที่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วย คือเรื่องกฎระเบียบ อย่างการจัดซื้อจัดจ้างที่มีกฎระเบียบควบคุม ทำให้ไม่คล่องตัว และไม่ได้ของดีอย่างที่ตั้งใจ ส่งผลให้ต้องยกเลิกสัญญา และต้องจ้างบริษัทใหม่ จึงอยากให้ผ่อนคลายระเบียบ
“มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ต้องปล่อยให้ทำงานเต็มที่ อย่าเอากฎระเบียบมาคุม ต้องให้มหาวิทยาลัยทำงานเพื่ออนาคต หมดสมัยที่จะมาสร้างกรอบ ที่ผ่านมา ฝ่ายนโยบายไม่มีความชัดเจน สั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่มีอะไรให้เลย อุดมศึกษาต้องเผชิญกับปัญหากันเอง มหาวิทยาลัยต้องขวนขวายกันเอง ทำกันเอง ซึ่งสาหัสกันทุกแห่ง แต่เพราะยังมีมหาวิทยาลัย ประเทศจึงยังพอไปได้ขนาดนี้” รศ.ชุษณะ กล่าว
ผศ.ดร.ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ รองอธิการบดี มฟล.กล่าวว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยต้องเลี้ยงตัวเองโดยเน้นงานวิจัยและนวัตกรรม ขณะที่งบวิจัยถูกตัด โดยให้ผ่านหน่วยงานต่างๆ แทนที่จะให้มหาวิทยาลัยโดยตรง กลับต้องมี KPI ทำให้งบไปกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่ม มหาวิทยาลัยไม่ได้รับความเท่าเทียมกัน แต่กลับคาดหวังกับมหาวิทยาลัยมากขึ้น โดยงานวิจัยที่ทำจะต้องเห็นผลภายใน 1 ปี ทำให้มีนักวิจัยน้อยมากที่จะทำผลงานวิจัยได้ แต่มหาวิทยาลัยกลับถูกเรียกร้องให้ทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ ทำให้นักวิจัยหาทางออกโดยการทำงานวิจัยอะไรก็ได้ที่เร็ว แต่ไม่เกิดอิมแพกตามมา ขณะที่ภาคเอกชนจะจ้างหน่วยงานต่างๆ ที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้งานวิจัยรวดเร็ว
“ที่ผ่านมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เคยพูดคุยกันเรื่องงบมหาวิทยาลัย และงบวิจัย ว่ามีพรรคการเมืองไหนที่มีนโยบายเหล่านี้ ก็จะสนับสนุน ซึ่งไม่มีเลย และยังให้งบวิจัยต่ำมาก” ผศ.ดร.ภาณุพงษ์ กล่าว
ผศ.ดร.ภาณุพงษ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้จำนวนนักศึกษาลดลง สัดส่วนงบที่ได้จากรัฐ และงบที่ มฟล.ต้องอุดหนุนเพิ่มเติม คือ 50 ต่อ 50 ฉะนั้น ทางรอดของมหาวิทยาลัยคือ จำนวนรับนักศึกษา และค่าเล่าเรียน ซึ่งมหาวิทยาลัยใหญ่จะรับนักศึกษาได้มากขึ้น จึงมีปัญหาไม่มาก แต่มหาวิทยาลัยในภูมิภาค โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฎ (มรภ.) จำนวนรับนักศึกษาจะลดลง จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

