จี้นายกฯ เร่งแก้ 5 ปัญหาการศึกษา ‘คุณภาพ-ยาเสพติด-องค์กรอาชญากรรม’ เดินหน้าปฏิรูป-ปรับ กม.-รื้อระบบหลักสูตร
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้วิกฤต และปัญหาการศึกษาไทยสุกงอมอย่างมาก โดยเกิดทั้งภายใน และภายนอกสถานศึกษาควบคู่กันไป ทำให้ปัจจุบันพื้นที่โรงเรียนไม่ได้ปลอดภัยเหมือนในอดีตแล้ว ซึ่งรัฐบาล และนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ควรสั่งการ และแก้ไขเร่งด่วนในเชิงนโยบาย ซึ่งมีอยู่ 5 เรื่อง ดังนี้ 1.ปัญหาคุณภาพการศึกษา ที่ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียวที่รั้งท้ายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่อาจจะรั้งท้ายโลกอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมานายกฯ สั่งให้เร่งแก้ไขเรื่องภาษาอังกฤษโดยด่วน แต่เมื่อดูผลคะแนนสอบ PISA และคะแนนสอบโอเน็ต จะเห็นว่าการศึกษาไทยตกต่ำมาหลายปีแล้ว ที่วิกฤตไม่แพ้กันเลยคือ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น นายกฯ จะสั่งแก้ปัญหาเฉพาะภาษาอังกฤษอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการศึกษาไทยแย่หมดแล้ว แต่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลับสนใจแก้ไขวิชาประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งอย่างน่าสงสัย ว่าทำไมต้องเน้นวิชาเหล่านี้ด้วย
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า 2.ความปลอดภัยในสถานศึกษา ปัจจุบันอาคารโรงเรียนกว่าครึ่งของประเทศเก่าทรุดโทรมมาก อาคารเรียนหลายหลังของโรงเรียนในต่างจังหวัด ไม่เหมาะสมต่อการเรียนรู้แล้ว ไม่ปลอดภัยกับเด็ก ที่ผ่านมาหลายปีไม่มีงบประมาณซ่อมบำรุง ไม่ได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่น่าอยู่ น่าเรียนรู้ หรือเป็นห้องเรียนที่ทันสมัย 3.สิ่งเสพติดรอบๆ โรงเรียนเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว จากที่ลงพื้นที่พบว่าในชุมชนรอบๆ โรงเรียนขายน้ำกระท่อม ขายกัญชา และบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ปัจจุบันนี้ยาบ้าราคาถูกมาก เม็ดละ 10-20 บาทเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายต่อเด็ก และเด็กทดลองใช้กันเยอะ กลายเป็นสังคมไทยปล่อยให้สิ่งเหล่านี้อยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ผลกระทบที่ตามมาคือ เด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะนักเรียนมัธยมต้น คาดว่าในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียน 400-500 คน มีโอกาสที่นักเรียนจะหลุดจากระบบถึง 20-30 คน ดังนั้น จะจัดการ และป้องกันอย่างไรกับโรงเรียนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เด็กเข้าถึงสิ่งเสพติดได้ง่าย
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า 4.สถาบันการศึกษาเท่ากับองค์กรอาชญากรรม จะเห็นได้จากข่าวนักศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และอุดมศึกษา ตั้งกลุ่ม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นแหล่งซ่องสุม และเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมได้ กลายเป็นว่าเด็ก ครู ผู้ปกครอง และประชาชน ที่ไม่รู้เรื่อง ต้องมารับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมเลย และ 5.ปัญหาสุขภาพจิต เด็กมีอาการป่วยทางจิต มีอัตราเสี่ยงเป็นซึมเศร้า และฆ่าตัวตายสูงขึ้น การบูลลี่ในโซเชียลมีเดียสูงขึ้น หลายส่วนเป็นผลมาจากการลงโทษด้วยระบบอำนาจนิยม เช่น กล้อมผม ตีเด็ก เป็นต้น ทำให้เด็กเสียสุขภาพจิต และมีโอกาสส่งต่อความรุนแรงจากรุ่นไปอีกรุ่นเพิ่มขึ้นด้วย
“ผมคิดว่า 5 เรื่องนี้ นายกฯ ควรต้องกลับมาช่วยดู อย่างมัวแต่ทำเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน แม้รัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาหนี้สินได้ดี แต่ต้องหันกลับมาแก้ปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว ปัญหายาเสพติด และปัญหาการศึกษาด้วย เพราะขณะนี้แย่ไปหมดแล้ว นายกฯ ต้องหันมาใส่ใจปัญหาสังคมมากกว่าเดิม แต่สิ่งที่เป็นวิกฤตมากกว่านั้นคือ รัฐมนตรีที่เข้ามาดูแลด้านการศึกษา รับรู้รับทราบ เห็นวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ไม่แก้ไข ทั้งที่มีอำนาจ และสั่งการได้ จึงอยากฝากให้รัฐบาลกลับมาใส่ใจคำว่าปฏิรูปการศึกษา ปรับปรุงระบบกฎหมาย รื้อ หรือปรับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ หันมาทำระบบหลักสูตร จะทำอย่างไรไม่ให้การเรียนติดหล่ม 8 กลุ่มสาระวิชา เปลี่ยนให้เป็นการศึกษาสมัยใหม่ กระจายอำนาจอย่างจริงจัง ตอนนี้คุณภาพการศึกษากำลังดำมืด ประเทศจะเดินต่อไม่ได้ถ้าคุณภาพการศึกษาด้อยลงๆ เด็กไทยรุ่นนี้จะกลายเป็นคนด้อยคุณภาพ ดังนั้น นายกฯ ต้องกลับมาทบทวน และพินิจการศึกษา อย่างรอบคอบ และจริงจัง” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

