นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สกศ. ได้ทำความร่วมมือทางวิชาการกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยในการวิเคราะห์สภาวการณ์ทางการศึกษา เพื่อจัดทำเป็นรายงานสภาวะการศึกษาไทยเป็นประจำทุกปี และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้พัฒนาต่อยอดการดำเนินการดังกล่าวได้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการนำเสนอสภาวะการศึกษาไทย รายไตรมาสขึ้น สำหรับสภาวะการศึกษาไทยภาพรวมปี 2566 ประเด็นทางการศึกษาที่ผู้เรียนและผู้ปกครองคาดหวังและเห็นว่าสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะการศึกษาไทย ปี 2567 มี 6 ประเด็น คือ 1. การพัฒนาหลักสูตรให้ยึดหยุ่น และมีการประเมินผลที่หลากหลาย 2. การเคารพสิทธิและความต้องการของผู้เรียน 3. การลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพที่เท่าเทียม 4. การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียน 5. เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และ 6. ความต้องการครูที่เข้าใจ เป็นที่ปรึกษา แนะแนว และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน
“ สกศ.ได้ผลการสแกนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อสังเคราะห์ออกมาเป็นสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พบว่า มี 5 แนวโน้มสำคัญที่จะส่งผลสำคัญต่อการจัดการศึกษาในปี 2567 คือ 1. Global Boiling & Green Economy 2.Fifth Industrial Revolution 3. PISA 2022 4. Soft Power และ 5. A variety of skill sets ทั้งนี้ แนวโน้มทั้ง 5 ประเด็น จะเป็นถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยในการจัดทำนโยบายและแผนของหน่วยงานทางการศึกษาต่อไป ทั้งนี้สกศ.ได้รับความร่วมมือในการดำเนินการจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดีทั้งภาคเอกชน องค์กรประชาสังคม หน่วยงานระหว่างประเทศ รวมทั้งเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการจัดการศึกษา โดยในการประชุมครั้งนี้ สภาการศึกษาได้เชิญกลุ่มเยาวชนที่รวมตัวกันทำงานพัฒนาการศึกษาไทย กว่า 40 คน มาแสดงวิสัยทัศน์ และแนวคิดในการพัฒนาการศึกษาของกลุ่มเยาวชน และได้มีการยื่นข้อเสนอปฏิญญาเยาวชน แด่ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เพื่อนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการศธ.พิจารณา สำหรับสภาวะการศึกษาไทยในไตรมาสต่อไป สกศ.จะนำเสนอการนำความรู้ด้านวิทยากรข้อมูล (Data Science) อาทิ AI, Machine Learning มาใช้ในการวิเคราะห์สภาวการณ์ทางการศึกษา เป็นครั้งแรกของประเทศไทย” นายอรรถพล กล่าว

