ส.บ.ม.ท.จี้ ศธ.กำหนดเพดานดอกเบี้ยสวัสดิการ หลังพบสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เก็บอัตราสูงมาก
นายณรินทร์ ชำนาญดู ผู้อำนวยการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ในฐานะนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการจัดทำเอ็มโอยูฉบับใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ขอให้สถาบันการเงินชะลอการฟ้องร้องครูที่มีหนี้สินจำนวนมาก ไม่มีเงินเหลือพอที่จะให้สถาบันการเงินหักเพื่อชำระหนี้ เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อการชำระหนี้สวัสดิการและสหกรณ์ปี 2551 ที่กำหนดให้เจ้าหนี้สวัสดิการ หรือสถาบันการเงิน สามารถหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ได้ไม่เกินร้อยละ 70 โดยครูจะต้องมีเงินเหลือเพียงพอที่จะใช้ในชีวิตประจำวันร้อยละ 30 ต่อเดือน เนื่องจากที่ผ่านมา สถาบันการเงินปล่อยกู้จนครูมีเงินเหลือไม่พอหักชำระหนี้ ยอมรับว่าปัญหานี้ส่วนหนึ่งเกิดจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่ใช้คำว่าสวัสดิการรัฐ ปล่อยกู้ให้ครูในอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างแพง และจะหักเงินเดือนหน้าซอง เกิดปัญหาครูเหลือเงินเดือนไม่ถึงร้อยละ 30 ต่อเดือน เพราะต้องหักหนี้เพื่อนำไปจ่ายเจ้าหนี้ ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยมีเงินเดือนเหลือไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ต้องไปพึ่งบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และหนี้นอกระบบ
“เอ็มโอยูฉบับนี้ จะช่วยแก้ปัญหากรณีสถาบันการเงินจะฟ้องครูที่มีหนี้เยอะ และไม่มีเงินหักส่งหนี้ ก็จะขอให้ไม่ฟ้อง เพื่อขอให้แก้ปัญหาไปก่อน เพื่อให้ครูมีเงินเหลือใช้ร้อยละ 30 ต่อเดือน เพราะที่ผ่านมาสถาบันการเงินปล่อยกู้ให้ครูเกินตัว จนครูไม่มีผ่อนส่ง ศธ.ในฐานะนายจ้างของครูทั่วประเทศ ควรสั่งการให้บังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อการชำระหนี้สวัสดิการและสหกรณ์ปี 2551 อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ถือเป็นเรื่องดี เป็นการชะลอการฟ้องร้องครู แต่การแก้ปัญหาหนี้สิน ควรให้สถาบันการเงินลดดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระให้ครู หักหนี้ไม่เกินร้อยละ 70 ให้มีเงินเหลือใช้ต่อเดือนร้อยละ 30 โดย ศธ.ในฐานะนายจ้างต้องกำหนดเพดานดอกเบี้ยสวัสดิการว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ยอมรับว่ากรณีสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นปัญหาใหญ่ เพราะเป็นนิติบุคคล เก็บดอกเบี้ยเงินกู้ค่อนข้างสูง และได้ประโยชน์จากกการหักเงินเดือนหน้าซอง ทำให้ครูไม่มีเงินเหลือใช้ ดังนั้น ควรยกเลิกคำว่าสินเชื่อสวัสดิการไป เพราะเก็บดอกเบี้ยเกินกำหนด และหากมีปัญหาก็ไปฟ้องร้องเอา” นายณรินทร์ กล่าว
นายณรินทร์กล่าวต่อว่า แนวทางทั้งหมดนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ให้ทุกส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ออกระเบียบให้การหักเงินเดือน ทั้งเพื่อชำระหนี้ และค่าใช้จ่ายอื่นใด ต้องมีเงินคงเหลือเพื่อการดำรงชีพ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ต่อเดือน ในแนวทางเดียวกับประกาศของ ศธ.ให้ประธานคณะกรรมการกำกับแก้ไขหนี้สินภาคประชาชนรายย่อย ประสานงานให้เจ้าหนี้เงินกู้เพื่อสวัสดิการแก่ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน และสหกรณ์ออมทรัพย์ กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ต่ำ
“จากการที่รัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ ทำหน้าที่ประสานงานดูแลให้มีการชำระหนี้ และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประสาน สั่งการให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ให้เงินกู้สวัสดิการ ร่วมมือกับประธานคณะกรรมการกำกับและแก้ไขหนี้ฯ ในการดำเนินการให้ทุกสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นเจ้าหนี้เงินกู้สวัสดิการ สามารถดำเนินการ ดังต่อไปนี้ กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการฯ ที่เหมาะสม กำหนดค่างวดเงินต้นให้เหมาะสม และการใช้ทุนเรือนหุ้นของลูกหนี้้เพื่อทุเลาภาระหนี้เงินกู้สวัสดิการลงตามความจำเป็น หากดำเนินการได้ตามนี้ เชื่อว่าจะแก้ปัญหาหนี้สินครู และหนี้สินข้าราชการทั้งระบบได้อย่างแน่นอน” นายณรินทร์ กล่าว

