รายงานพิเศษ : ส่องการศึกษาไทย ปี 2567 มองผลงานรัฐบาล ‘เก่า-ใหม่’
ปี 2566 ผ่านไปอย่างทุลักทุเล เพราะเป็นปีที่ต้องฝ่าทั้งวิกฤต และความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ในช่วงกลางปี และกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือน ในที่สุดพรรคเพื่อไทย (พท.) พลิกขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ได้ส่ง 2 รัฐมนตรีป้ายแดง “บิ๊กอุ้ม” พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ น้องชาย นายเนวิน ชิดชอบ ข้ามห้วยแบบสุดขั้ว จากบิ๊กเนมสีกากี มาเป็น “เสมา 1” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
ส่วน ครูเอ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” จากพรรคเดียวกัน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “ซ้อสมทรง” หรือ นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่ทัพใหญ่ซุ้มบ้านใหญ่วังน้อย นั่ง “เสมา 2” เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.
แตะมือกับรัฐมนตรีในรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทีม 3 สาว นำโดย ครูเหน่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จากพรรคพลังประชารัฐ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตเสมา 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ครูโอ๊ะ กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีตเสมา 3 จาก ภท.แม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2566 แต่ก็ถือว่าฝากผลงานไว้ไม่น้อย
ย้อนกลับไปไล่เรียงผลงานรัฐมนตรี ศธ. ทีมสาว สาว สาว ตัดเกรดเฉพาะ 8 เดือนแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2566 ถือว่าผ่านแบบคาบเส้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งครูเหน่งเป็นตัวแทน “บ้านใหญ่เทียนทอง” ต้องรักษาที่มั่นใน จ.สระแก้ว
ส่งผลให้งานการศึกษาช่วง 8 เดือนแรก “ดร็อปลง” โดยนโยบายต่างๆ ยังถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกราชการ ทั้งที่ควรจะต้องเป็นปีแห่งการฟื้นฟูการศึกษา ที่อยู่ในสภาวการณ์การเรียนรู้ถดถอย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19
เห็นได้ชัดเจนจากผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากลของเด็กไทย หรือ PISA 2022 ของนักเรียนไทยที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี ทั้ง 3 วิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน…
แม้ครูเหน่งจะลงภาคสนามค่อนข้างบ่อย แต่ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย การแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องการเรียนรู้ ความรุนแรงในโรงเรียน หนี้สินครู ลดความเหลื่อมล้ำ การสอบคัดเลือกครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึง ผู้บริหารการศึกษา ยังคงพบปัญหาเดิมๆ แม้มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะลุยแก้ปัญหา แต่ก็เป็นไปแบบครึ่งๆ กลางๆ
โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายสำคัญ อย่าง ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ที่ควรจะประกาศใช้ทันรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ต้องพับไป ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญที่คนแวดวงการศึกษารอมานานกว่า 9 ปี
ยังไม่นับรวมข่าวฉาว แหวนแลกตำแหน่ง ที่ครึกโครมไปทั่ววังจันทรเกษม แม้จะไม่มีการตรวจสอบว่า จริง หรือไม่จริง แต่งานนี้ทำเอาครูเหน่งเสียเครดิตไปไม่น้อย…
ยิ่งในช่วง “รัฐบาลรักษาการ” ที่ระดมจัดทัพ แต่งตั้ง โยกย้าย ทำเอาพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในขณะนั้น ต้องออกโรงเตือนเรื่องมารยาท…
ต่างจากครูโอ๊ะ กนกวรรณ แม้จะเจอมรสุมทางการเมืองตั้งแต่ปลายปี 2565 ต่อเนื่องปี 2566 แต่ก็มีผลงานชิ้นโบแดง ดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ได้สำเร็จ ยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ขยายฐานการจัดการศึกษา ครอบคลุมตั้งแต่ในครรภ์มารดาถึงตลอดชีวิต จนกลายเป็นขวัญใจชาว กศน.ถึงทุกวันนี้…
ขณะที่คุณหญิงกัลยา ซึ่งอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ยาวกว่า 5 ปี และนานที่สุดในบรรดา 3 สาว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถผลักดันบอร์ด สมศ.หรือคณะกรรมการรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ที่ว่างเว้นมานานกว่า 7 ปีได้สำเร็จ การประเมินคุณภาพการศึกษาถูกลดทอนบทบาท จนแทบไม่เหลือความสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะทีมรักษาการ ทั้งบอร์ด และรักษาการผู้อำนวยการ สมศ.ไม่มีอำนาจในการบริหารอย่างเต็มที่…
แต่ก็ยังมีผลงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะนโยบาย “โค้ดดิ้ง” ที่ผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติได้สำเร็จ พลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วย โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตร “ชลกร” รวมถึง นโยบายการศึกษาพิเศษ โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10 การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ เป็นต้น
ก่อนที่ทีม 3 สาว จะอำลาวังจันทรเกษตรอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ส่งไม้ต่อให้ทีม 2 หนุ่ม “บิ๊กอุ้ม-ครูเอ” สานงานต่อในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีกระต่าย…
เปิดตัวมาด้วยมอตโต้ “เรียนดี มีความสุข” เน้นจัดการศึกษา 2 รูปแบบ คือ การเรียนสู่ความเป็นเลิศ และการเรียนเพื่อความมั่นคงในชีวิต ใช้มายแมพ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา เดินหน้าครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น แก้หนี้ครู จัดโครงการ 1 ครู/นักเรียน 1 แท็บเล็ต/โน๊ตบุ๊ก ซึ่งเป็นโยบายของ พท.
ขณะเดียวกันยังชูแนวทางลดภาระนักเรียน และผู้ปกครอง อาทิ เรียนทุกที่ทุกเวลา เรียนฟรี มีงานทำ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จัดทำ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ พัฒนาโรงเรียนคุณภาพต้นแบบอย่างน้อย 1 โรงเรียนในแต่ละอำเภอ หรือเขตพื้นที่การศึกษา ระบบแนะแนวการเรียน หรือโค้ชชิ่ง และเป้าหมายชีวิตพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นต้น
นโยบายส่วนใหญ่ ไม่แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมามากนัก แต่ “จุดเด่น” อยู่ที่ความเอาจริงเอาจังของเจ้ากระทรวงอย่างบิ๊กอุ้ม ที่แม้ไม่ค่อยออกหน้า แต่คอยขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง…
ฉะนั้น แม้จะเข้ามาทำงานได้ 3 เดือน แต่เรียกได้ว่า ผลงานไม่ขี้เหร่ !!
โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีเสมา 2 เป็นประธาน ถือว่ากำหนดแผนงานอย่างรวดเร็ว ทั้งมาตรการลดดอกเบี้ย เจรจาสถาบันการเงิน ชะลอฟ้องครู เงินเดือนคงเหลือต่อเดือนพอหักหนี้ ขอขยายมาตรการช่วยเหลือ ฯลฯ เดินหน้าขับเคลื่อนแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กับนโยบายรัฐบาล ปรับระบบประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพิ่มทางเลือกให้เหมาะสมกับความถนัดของครูและบุคลากรทางการศึกษามากขึ้น
แต่ที่ต้องกดไลค์ คือความรอบคอบในการดำเนินการโครงการแจกแท็บเล็ต หรือโน๊ตบุ๊ก ที่ไม่เร่งรีบ รวมถึง มีแผนการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบอินเตอร์เน็ต วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ความเหมาะสม ระหว่างแท็บเล็ต และโน๊ตบุ๊ก เพื่อความไม่ประมาท ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความเสียหาย กลายเป็นตำนานเหมือนโครงการที่ผ่านๆ มาก็ได้
ตัดเกรด 3 เดือนแรก ถือว่าทีมสองหนุ่มผ่านครึ่ง แว่วว่าปีมะโรงยังมีอีกหลายโครงการให้ต้องลุ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ กำหนดโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายรวม 1,808 แห่ง แว่วว่าเตรียมจะเปิดตัวโครงการเร็วๆ นี้ รวมถึง การแก้ปัญหาคะแนน PISA ต่ำ ซึ่งครูอุ้มประกาศชัดว่าการประเมินรอบปี 2025 ผลคะแนนจะต้องสูงขึ้น…
ข้ามฝั่งมาที่อุดมศึกษา ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ศุภมาส อิศรภักดี” อดีต ส.ส.หญิง 1 เดียวใน ภท.ที่คว้าเก้าอี้รัฐมนตรีมาครอง หลังเล่นการเมืองมากว่า 20 ปี จนได้คุมกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการ อว.คนที่ 3 หลังควบรวมสำนักงานคณะกรรมการการอุดศึกษา (สกอ.) กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เข้าด้วยกัน
รัฐมนตรีผึ้งประกาศนโยบายสอดคล้องกับทีม 2 หนุ่มเสมาจากพรรคเดียวกัน คือ “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” ยึดนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง หัวใจสำคัญคือการลดภาระของนักศึกษา ผู้ปกครอง และการลดภาระของอาจารย์ผู้สอน จะทำให้นักศึกษามีความสุข ทั้งระหว่างเรียน และจบแล้วมีอาชีพ มีรายได้ รวมทั้ง ทำให้อาจารย์ผู้สอนมีความสุข ทำงานได้คล่องตัว …
ช่วง 3 เดือนแรก ดูเหมือนจะเน้นงานเข้าร่วม ยังไม่มีผลงานเข้ารอบมากนัก แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรัฐมนตรีที่น่าจับตามมอง ให้คะแนนความพยายาม และมุ่งมั่น พัฒนาแก้ปัญหาการอุดมศึกษา
โดยเฉพาะการแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง กรณีการย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ออกจากพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเผือกร้อนทุกยุค ทุกสมัย…
ส่วนงานพัฒนาด้านอุดมศึกษา ยังไม่ชัดเจน คงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ต้องเอาใจช่วยกันต่อไป…
ทั้งนี้ คงต้องฝากความหวังด้านการศึกษาไทย ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา ไว้กับ “3 รัฐมนตรี” จาก ภท.ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการศึกษาไทย พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่ !!

