นักวิชาการ ชี้คำขวัญวันเด็ก’67 ดี-แตกต่าง แนะ ‘เศรษฐา’ กล้าลดงบซื้ออาวุธ พัฒนาการศึกษา

9.01.24 | 07:45 น.

นักวิชาการ ชี้คำขวัญ ดี-แตกต่าง แนะ ‘เศรษฐา’ กล้าลดงบซื้ออาวุธ พัฒนาการศึกษา

กรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบสารเนื่องในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” ประจำปี 2567 วันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ความว่า เด็กและเยาวชนมีความสำคัญในการร่วมกำหนดอนาคตของสังคม และประเทศชาติ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนตลอดชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็กและเยาวชน ที่จะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทุกมิติอย่างเหมาะสม ทั้งด้านสุขภาวะทางกาย จิตใจ รวมทั้ง มีประสบการณ์ และทักษะการดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบัน มีความพร้อมสำหรับการโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต โดยรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างโอกาสในทุกด้านให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง รวมทั้ง ปลูกฝังความเป็นคนดี มีวินัย มีคุณธรรมและจริยธรรม ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคม

วันเด็กแห่งชาติปีนี้ ผมได้มอบคำขวัญว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” เพื่อให้เด็กและเยาวชน รวมถึง ผู้ปกครองทุกคน ตระหนักว่าโลกปัจจุบันเชื่อมโยงกัน ไร้พรมแดน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีมุมมองที่กว้างขวางเป็นสากล มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สามารถคิดวิเคราะห์ แยกแยะ และสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมทั้ง เป็นผู้ที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับตัวให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเป็นพลเมืองที่เคารพ และยอมรับความแตกต่าง และความหลากหลายในทุกมิติ มีความคิด และจิตใจที่เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อันเป็นรากฐานในการสร้างสังคมแห่งประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง และเป็นพลังในการพัฒนาสังคม และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เหนือสิ่งอื่นใด เป็นผู้ที่ธำรงไว้ และนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สากล

เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ผมขออวยพรให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพเพียบพร้อมไปด้วยความสุข และความมั่นคงในการดำรงชีวิต เพื่อร่วมกันสร้างสรรคสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป นั้น

เมื่อวันที่ 8 มกราคม ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า กรณีที่นายเศรษฐาได้มอบคำขวัญวันเด็ก ปี 2567 ว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” นั้น สะท้อนความปรารถนาของผู้นำประเทศ ที่อยากเห็นเด็กเติบโตขึ้นในสังคมไทยอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ การที่นายกรัฐมนตรี ให้คำขวัญวันเด็ก เป็นคำขวัญที่ดี ท้าทาย และทำให้เห็นว่าเราจะสร้างอนาคตของเด็กไปทางไหนได้ในระดับหนึ่ง ถือว่าคำขวัญวันเด็กปีนี้ โดดเด่น น่าสนใจ และควรเอาไปเป็นแนวทางสร้างคุณภาพของเด็กไทย

Advertisement

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า คำขวัญวันเด็กปีนี้ แตกต่างจากคำขวัญวันเด็ก 7-8 ปีที่ผ่านมา ที่เน้นการฝังความคิดเด็กให้เชื่อตามผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นต้องเป็นเด็กดี รู้หน้าที่ มีวินัย ภักดี มีคุณธรรม มั่นคง จิตอาสา ซึ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะแนวคิดผู้นำที่มาจากระบบเผด็จการ ดังนั้น การที่เราได้ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาธิปไตย จึงเห็นความแตกต่าง และย้อนแย้งคำขวัญวันเด็ก 7-8 ปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นว่าเด็กไทยเริ่มผลิความงอกงาม และมีโอกาสมากขึ้น

“ที่นายกฯ อยากให้คำขวัญนี้ประสบความสำเร็จ ผมมีคำถามว่า หน่วยงาน องค์การ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดขับเคลื่อนได้จริงหรือเปล่า เช่น คำว่ามองโลกกว้าง ถ้าอาศัยการศึกษาในปัจจุบัน คิดว่าเด็กยังมองติดกรอบ มองโลกยังแคบ และถูกกดทับมายาวนาน จะระเบิดระบบการศึกษานี้อย่างไร ส่วนคำว่า คิดสร้างสรรค์ คำนี้สำคัญ การพัฒนานวัตกรรม ความคิดใหม่ๆ คิดในเรื่องที่จะทำให้บ้านเมืองเจริญเติบโต แต่ก็ย้อนแย้งกับความคิดตามระบบ คิดตามคนอื่น คิดตามครู มีเด็กไม่เกิน 5% ที่กล้าคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ ถ้าคิดแตกต่างเมื่อไหร่ จะถูกเพ่งเล็ง ถูกดุด่า ทำให้ยอมจำนนกับแนวทางที่ครูกำหนด สะท้อนให้เห็นว่าการคิดสร้างสรรค์นั้น ไม่มีตัวเรียนรู้ที่จะเป็นเครื่องสำคัญในการกระตุ้นให้เด็กคิดต่าง แต่เป็นลักษณะการสอนให้เชื่อฟัง คล้อยตาม ขณะที่คำว่า เคารพความแตกต่าง เป็นการสอนเรื่องสิทธิมนุษย์ชน ให้รู้จักความหลากหลาย รู้จักเคารพเพศหญิง เพศชาย LGBTQ+ แต่ปัจจุบันสังคนเต็มไปด้วยระบบอำนาจนิยม การบูลลี่กัน ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องเก็บกดสภาวะเพศสภาพของตน และ ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย ผมคิดว่าดอกไม้ประชาธิปไตยผลิดอกในรัฐบาลนี้แล้ว ดังนั้น จะทำอย่างให้ให้เกิดกิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียน และสถานับนอุดมศึกษา ถ้าเปิดพื้นที่ ให้ความอิสระ และสร้างเสริมประชาธิปไตย เด็กจะไม่ลงถนน ไม่ไปอยู่หน้ากระทรวง เราไม่มีสิทธิห้าม หรือกดทับเด็กแล้ว แต่ต้องทำประชาธิปไตยให้เปิด เป็นอิสระ โดยที่ผู้ใหญ่ต้องคอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า อยากเห็นคำขวัญของนายกฯ เป็นจริง อยากให้นายกฯ กล้าตัดสินใจตัดงบประมาณเกี่ยวกับเรื่องซื้ออาวุธ กับการสร้างถนน แล้วมาทำเรื่องการศึกษา มาสร้างพื้นที่สนามเด็กเล่น ทำอุปกรณ์การเรียนรู้ การให้ทุนการศึกษา ทำเรื่องคุณภาพอาหาร ทำอาหารเช้าให้นักเรียน มองว่าเงินที่ไปลงทุนซื้ออาวุธ กับเรื่องถนนนั้น เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่ากับสถานการณ์ที่เด็ก และประชาชน ต้องการเรื่องที่ดีกว่า และสำคัญกว่า

“มองว่าคำขวัญของนายกฯ ดี และแตกต่าง เปิดโลกยุคใหม่ของเด็กได้ แต่การก้าวเข้าสู่คำขวัญวันเด็กที่ให้ไว้นั้น ยากยิ่ง นายกฯ ต้องทำงานทางด้านสังคม สวัสดิการ การศึกษา สาธารณสุข และยาเสพติด หนักขึ้นอีก เป้าสำคัญคือ ระบบครอบครัวขณะนี้เปราะบาง จะทำอย่างไรให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ครอบครัวอยู่กันอย่างอบอุ่น มีงานทำ ลดภาวะหนี้สิน ผมมองว่าโรงเรียนจะเป็นปัจจัยหนักที่สุด ที่จะเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง และไม่ตอบสนองคำขวัญนี้ เพราะโรงเรียนเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ หนังสือแบบเรียนล้าสมัย ดังนั้น ของขวัญที่ดีที่สุด คือจะทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาตอบโจทย์คำขวัญวันเด็กที่ให้ไว้ได้ครบทุกด้าน ไม่เช่นนั้นคำขวัญจะกลายเป็นวาทกรรมปีต่อปี” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว