นักวิชาการ ชี้ ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาเด็ก ไม่ใช่ทางออก แนะควรเปิดใจรับฟัง-ไม่อคติ
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมเด็กที่มีความรุนแรงมีการระบาด เพราะจะเห็นจากพฤติกรรมเด็กที่ จ.สระแก้ว จ.นนทบุรี จ.อ่างทอง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ มีการขยายตัวที่มีแบบอย่าง เพราะเด็กยึดเอาพฤติกรรมเหล่านี้มาทำตาม ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นประเด็นปัญหา เนื่องจากจะมีการปราบปราม มีการใช้กำลังตำรวจ ใช้อำนาจ ในเรื่องของความรุนแรง ใช้เจ้าหน้าที่เข้ามาปราบปราม
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งตนทำงานเกี่ยวกับเด็กมานาน มองว่า ถ้าสังคมคิดกับเด็กกลุ่มนี้ เหมือนว่าเขาเป็นยุวอาชญากร และใช้อำนาจมาจัดการ จับกุม ก็จะยิ่งทำให้เด็กมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเด็กทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แล้วสามารถหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ถือว่าเป็นเครติด เป็นผลงานชิ้นโบแดง เป็นการรับเพื่อนใหม่ รับสมาชิกใหม่ ซึ่งตนมองว่าถ้าเราใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาความรุนแรง มันจะมีแต่ความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่มีคำสั่งปราบปรามกวดขันเด็กทุกจังหวัด มันก็ทำให้เกิดความสงบ และหายไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้น แต่เดี๋ยวปัญหานี้ก็จะกลับมาอีก
“ผมมีข้อเสนอแนะว่า ในแต่ละชุมชน ในแต่ละพื้นที่จะมีแก๊งเด็กป่วนเมืองแบบนี้ทุกจังหวัดมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ถ้ามองว่าเด็กเหล่านี้เป็นตัวปัญหา ก่อกวนสังคม เด็กจะยิ่งขยายตัว และทำกิจกรรมที่หนักขึ้น รุนแรงขึ้น และยิ่งซับซ้อนขึ้นอีก เพราะต้องการรวมกลุ่ม สร้างพื้นที่ สร้างอำนาจ ขยายอาณาจักรตัวเอง จึงอยากให้สังคมเปลี่ยนมุมมองต่อเด็กเหล่านี้ ไม่ใช่แค่มุ่งทำร้ายและจับกุม แต่ควรเดินเข้าปาเด็กเหล่านี้ด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ไม่มีอคติ และรับฟังเด็กว่าปัญหาคืออะไร ความต้องการคืออะไร สิ่งที่เด็กสนใจคืออะไร ทำไมต้องออกมาทำแบบนี้” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราควรทำคือ ต้องฟังเด็กด้วยความเข้าใจ ไม่ตีตรา และไม่อคติ ไม่คิดไปก่อนล่วงหน้า ฟังให้ครบและค่อยๆคุย ดังนั้น ประการแรกสำคัญที่สุดคือ ต้องเปลี่ยนแนวคิด จากเด็กเวร เด็กเลว เหลือขอ เปลี่ยนมามองว่าเด็กเหล่านี้คือลูกหลาน คือคนในชุมชน ทำไมถึงต้องปล่อยเด็กเหล่านี้ไปด้วย ถ้าเปลี่ยนมุมมองจะทำให้ปัญหาซอฟต์ขึ้น และจะเคลื่อนตัวไปสู่กิจกรรมที่เด็กอยากทำ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ อย่างเช่นใน จ.อุตรดิตถ์ มีกิจกรรมเปลี่ยนลานเบียร์ เป็นลานนม กลุ่มเด็กภาคเหนือ ก็มีกิจกรรมขี่รถไปเปลี่ยนป่า ร่วมกันจัดทำแนวกันไฟ หรือภาคใต้ ทำอนุรักษ์ปลูกป่าชายเลน อนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ประการที่สอง กระบวนการทำงานกับเด็ก ควรเริ่มต้นจากการฟังเสียงเด็ก โดยฟังให้จบ ครบกระบวนความ ไม่ไปตีความ ไม่ไปตีตราเด็กก่อน เมื่อฟังอย่างเข้าใจจะทราบปัญหาและความต้องการของเด็ก เมื่อฟังเสียงเด็ก ก็มาร่วมกับพี่เลี้ยง และแกนนำเด็กมาออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ตามที่เด็กต้องการ โดยอย่าไปยัดเหยียดกิจกรรมให้พวกเขา ประการที่สาม เน้นการมีส่วนร่วมจากภายใน คือ กลุ่มเด็ก กลุ่มที่เป็นผู้นำ และประการที่สี่ ชุมชนการคัดกรอง คือเป็นหน้าที่ของคนในชุมชนทุกคนที่จะมาช่วยกันดูแล เป็นหูเป็นตา เอาใจใส่ ถ้าเรากระบวนการเหล่านี้ จะทำให้เด็กเป็นพลเมืองที่มีคุณลักษณะ 10 ประการ และจะได้เด็กไทยที่ไม่แพ้ใครในโลก เป็นเด็กไทยที่มีคุณภาพแบบที่เราคาดไม่ถึง
นายสมพงษ์ กล่าวว่า โดยคุณลักษณะของเด็กไทย 10 ประการ ได้แก่ 1.ความเป็นพลเมืองดี รู้จักสิทธิ หน้าที่ความรับผิดชอบ จิตสำนึกในระบอบประชาธิปไตย 2.มั่นใจในตนแบบสากล อ่อนน้อมถ่อมตนแบบวัฒนธรรมไทย 3.ดำเนินชีวิตแบบพอเพียง เรียบง่าย มีความสุข 4.ยึดมั่น ค่านิยมไทย ยิ้มง่าย ใจดีมีน้ำใจ ใฝ่สันติ ปรองดอง สามัคคี 5.คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ในกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
นายสมพงษ์ กล่าวว่า 6.รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมสารสนเทศ 7.มีทักษะชีวิต การจัดการ แข่งขัน และร่วมมือได้ 8.การสร้างงานอาชีพด้วยตนเองได้ 9.ใฝ่ดี มีธรรมะ ความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ตรงต่อเวลา กตัญญูกตเวที 10.เคารพความแตกต่างหลากหลาย สิทธิมนุษยชน ชาติพันธุ์ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม

