อว.เปิดแผน ‘อว. For EV’ จัดงบ 3.5 พันล้านดันวิจัยพัฒนาประเทศ เป้า 5 ปี ติดท็อป10 ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าโลก
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 3 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงเปิดตัวนโยบาย “อว for EV” ตอนหนึ่งว่า ครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ ของผู้ที่อยู่ในวงการอีวี ซึ่งเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลัก ที่รัฐบาลให้การส่งเสริม เริ่มตั้งแต่ปี 2504 มีการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า จากนั้น ปี 2514 เริ่มจริงจังในการส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ จนปัจจุบันอุสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นหัวใจหลัก มีการผลิตชิ้นส่วนในประเทศกว่า ร้อยละ 80 ซึ่งประเทศไทยเติบโตและครองแชมป์ กระทั่งเมื่อโลกเปลี่ยน เกิดปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ climate change เกิดภาวะโลกร้อน ทั่วโลกมีนโยบายลดการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ไอซีอี เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ดังนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยจึงต้องปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องเร่งดำเนินการ
น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ทั้งนี้ นโยบายนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าหมายตามโนบาย 30@30 ให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนที่สำคัญที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรืออีวีฮับ และ 10 อันดับแรกของโลก ผลิตยานยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษ(Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดของประเทศไทย ในปี 2030 หรือพ.ศ. 2573 โดยนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เล็งเห็นว่ากระทรวง อว. เป็นกระทรวงสำคัญ จึงแต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการอว. เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการอีวี โดยมีเป้าหมายการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 คิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แก้ไขความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐมนตรีว่าการอว. กล่าวต่อว่า จากความแข็งแรงในอุตสาหกรรม เชื่อว่า จะทำให้ไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียได้ และจากการสำรวจ พบว่า ปัญหาเร่งด่วนของอุตสาหกรรมอีวี คือ ขาดแคลนบุคลากร สำหรับป้อนอุตสาหกรรมอีวี ซึ่งการสร้างและพัฒนาบุคลากรอีวีเป็นบทบาทสำคัญของอว. อย่างไรก็ตามอว. จะเป็นต้นแบบจึงจะสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานในอว. เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์ไอซีอี มาเป็นอีวี สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อสร้างนวัตกรรมอีวี ผ่านการให้ทุนจากกองทุนภายในอว. เพื่อบรรจุสู่การแก้ปัญหาโลกร้อน โดยผลักดันยนโยบาย “อว. For EV” ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้กระทรวง อว. 3 แผนงาน คือ การพัฒนาบุคลากรด้านอีวี (EV-HRD) EV-Transformation การเปลี่ยนผ่านการใช้รถไอซีอี เป็นรถอีวีในมหาวิทยาลัยและอว. และ EV-Innovation การวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรม
น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายแรก EV-HRD การพัฒนาทักษะกำลังคน เพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ การออกแบบ การผลิต การพัฒนาซอฟต์แวร์ และการซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้า สถานีบรรจุไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีเป้าหมายในการผลิตกำลังคน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 150,000 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี พัฒนาก าลังคนวัยท างานและก าลังคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน5,000 คน / ปี มอบหมายให้ สภานโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เป็นหน่วยงานขับเคลื่อน
นอกจากนี้ อว. ยังมีกลไกสำคัญเพิ่มเติมในการผลิตกำลังคน โดยการพัฒนาระบบการผลิตกำลังคนที่มีความยืดหยุ่น ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้อง เรียนในโรงงาน ครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา รวมถึงส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยสอนในสถานศึกษา รวมถึงมีโครงการอุดมศึกษาเพื่ออุตสาหกรรม มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัท จากต่างประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทย เป็นต้น
นโยบายที่ 2. EV-Transformation การส่งเสริมให้หน่วยงานภายใต้ อว. ปรับเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ สถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยมีเป้าหมายให้หน่วยงานในสังกัด อว. เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย ร้อยละ 30 ของยานยนต์ที่ใช้งานของหน่วยงานภายในระยะเวลา 5 ปี และจัดทำระบบต้นแบบการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของกระทรวง อว. เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของ Green campus โดยมอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นของกระทรวง อว. ซึ่งนอกจากช่วยเรื่องลดโลกร้อน ลดมลพิษแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะลดการใช้น้ำมันลงไปมาก ทั้งนี้อว.คิดว่า สามารถทำได้ เพราะเป็นกระทรวงใหญ่มีบุคลากร กว่า 200 หน่วยงาน บุคลากรมากกว่า 200,000 คน และจากการประเมินพบว่า มีการใช้รถส่วนบุคคคล ประมาฯฯ 45,000 คัน รถจักรบายยนต์ และรถอื่น ๆ อีกหลายพันคัน ฉะนั้น นโยบายบาย EV-Transformation จะกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนการใช้รถให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี 2030 โดยจะสนับสนุนให้มีแท่นชาร์ทอีวี ให้เพียงพอ ไม่ต้องรอคิวนาน เพื่อที่จะช่วยลดมลพิษ มลภาวะ ต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังได้นำร่องเร่องคาบอนเครดิต โดยให้มหาวิทยาลัยนำร่อง เพื่อขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น ๆ โดยได้จัดทำแพลตฟอร์ม ซึ่งจะมีการรายงานผ่านแอพพริเคชั่น ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ในการก้าวสู่ GREEN UNIVERSITY และ 3. EV-Innovation การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยปรับปรุงแผนด้าน ววน. ให้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ให้เป็น Flagships ที่สำคัญของกองทุนส่งเสริม ววน. และเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ โดยมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มาร่วมดำเนินการขับเคลื่อนงานวิจัย มีเป้าหมายสำคัญโดยเพิ่มมูลค่าการขายชิ้นส่วนที่สำคัญ เทคโนโลยีที่ต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่มีอนาคต โดยปี2566 ที่ผ่านมามีการจัดสรรงบกว่า500 ล้าน ปี 2567 กว่า700 ล้าน และตลอดระยะเวลา 5 ปี จะมีทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยดังกล่าว กว่า 3,500 ล้านบาท โดยจะสนับสนุนงบวิจัยและพัฒนายายยนต์ไฟฟ้า ดังนี้ โครงสร้างพื้นฐาน และส่วนประกอบสำคัญของยานยนต์ แพลตฟอร์มและบริการสนับสนุน เช่น การพัฒนาแอพพริเคชั่น สำหรับจองคิวชาร์จแบตรถยนต์ และการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่มีลักษณะเฉพาะ และยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ
“ทั้งหมดนี้จะสำเร็จไม่ได้เลย ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันทำงานร่วมกับอว. ขอให้เชื่อมั่นว่า อว.จะสามารถสนับสนุน ทำงาน สำหรับภาคเอกชน อยากให้ข้ามาช่วยพัฒนากำหนดโจทย์งานวิจัย เพื่อผลิตพัฒนาได้ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง ส่วนในภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ อยากให้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตร ปรับเปลี่ยนให้รองรับความต้องการของภาคธุรกิต มีการฝึกอบรมให้กับประชาชน จัดตั้งศูนย์มทดสอบ ทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการสร้างคน ส่วนหน่วยงานที่ให้ทุน ขอให้จัดสรรทุนวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมอีวี เป็นลำดับต้นเพื่อสนองตอบนโยบายรัฐบาล ให้ประเทศไทยอยู่รอดในอนาคต ส่วนหน่วยงานในอว. ให้การสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ และเปลี่ยนมาใช้รถอีวี เพื่อเป็นต้นแบบต่อไป นโยบายนี้จะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสำเร็จ อุตสาหกรรมอีวี เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นความหวังของประเทศ ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำงานร่วมกันต่อไป” น.ส.ศุภมาส กล่าว

