หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา หนุนจัดการศึก...

หนุนจัดการศึกษาเชิงรุกเด็กพลัดถิ่น ป้องกัน ปท.สกัดกระบวนการ ‘ค้ามนุษย์-ยาเสพติด’

20.02.24 | 09:47 น.

หนุนจัดการศึกษาเชิงรุกเด็กพลัดถิ่น ป้องกัน ปท.สกัดกระบวนการ ‘ค้ามนุษย์-ยาเสพติด’ ชื่นชม รบ.เล็งถอดข้อสงวนที่ 22 อนุสัญญาสิทธิเด็ก

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท ที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน มีประเด็นสำคัญคือไทยเตรียมการถอดข้อสงวนที่ 22 ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ไปลงนามเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 ซึ่งไทยถือเป็นประเทศสุดท้ายใน 196 ประเทศ ที่ขอถอดข้อสงวนข้อนี้ จะทำให้ยึดหลักการสำคัญคือ การไม่เลือกปฏิบัติ และยึดหลักการประโยชน์สูงสุดที่เด็กควรได้รับด้วยมาตรการที่เหมาะสม ทำให้ไทยช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากสงครามชายแดนเมียนมาที่ต้องการแหล่งพักพิง ไม่ผลักดันกลับไปสู่อันตราย หรือความตายเหมือนเมื่อก่อน ปัจจุบันสถานการณ์บริเวณชายแดนเมียนมา มีแหล่งพลัดถิ่น 9 แห่ง รองรับเด็กที่ลี้ภัยมา 32,000 คน ซึ่งแหล่งพักพิงจะอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ดังนี้ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี

“ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของการทูตเชิงรุก การเป็นที่ยอมรับในนานาชาติ การดูแลในเชิงสิทธิมนุษยชนซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลที่แล้วมาก เพราะรัฐบาลที่แล้วมีลักษณะการทูตเชิงเงียบ คือผลักดันเด็กผู้อพยพกลับ เชื่อว่าต่อไปไทยจะได้รับการชื่นชม และเป็นที่ยกย่องทางนานาชาติ และประชาคมอาเซียน เด็กจะได้รับการดูแล การศึกษา และสุขภาพสาธารณสุข ตามสิทธิของมนุษยชนที่ควรจะเป็น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้ให้สัญชาติเด็กที่ข้ามชายแดนมา แต่มีที่พลัดถิ่นให้เด็กเหล่านี้ปลอดภัย และร่วมกับสหประชาชาติจัดการศึกษาให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งสถานการณ์บริเวณชายแดนซับซ้อนมาก เพราะมีการสู้รบต่อเนื่อง ถ้าตั้งศูนย์มนุษยธรรมขึ้นตามชายแดนสู้รบแล้ว จะทำให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาในศูนย์ เป็นระยะเวลา 12 ปี จึงถือเป็นเรื่องการศึกษาเชิงรุกด้วย คือการศึกษานำการทูต โดยต้องจัดการศึกษายืดหยุ่นบริเวณชายแดน และสอดคล้องกับสภาพปัญหา

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จะมีประเด็นเด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่เป็นเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ชายแดน หรือเด็กเลข 0 และเด็กรหัส G ที่อยู่ตามที่ราบสูงต่างๆ ยังมีอีกเป็นล้านๆ คน ที่ต้องได้รับการพิสูจน์สัญชาติต่อไป ซึ่งไม่สามารถละเลยเด็กกลุ่มนี้ ต้องจัดการศึกษา และมองว่าเด็กกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อประเทศ เพราะถ้าได้รับการศึกษาที่ดี มีอาชีพ มีงานทำ จะอยู่ในพื้นที่บริเวณแหล่งทรัพยากรสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำ ภูเขา ลำน้ำ เด็กเหล่านี้จะกลายผู้ช่วยดูแลทรัพยากรของประเทศได้ แต่ถ้าไม่ให้โอกาสทางการศึกษา ต่อไปเด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติด เพราะถ้าเด็กผู้ชายไม่มีงานทำ และอาศัยอยู่ในบริเวณชายแดน อาจจะเห็นขบวนการค้ายาเสพติดที่เข้ามาในประเทศจำนวนมาก หรือเด็กผู้หญิง อาจจะเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ เป็นต้น

Advertisement

“ขณะนี้โรงเรียนบริเวณชายแดน กำลังทำหน้าที่สำคัญให้กับประเทศ ดูแลคนกลุ่มนี้ ท่ามกลางความสงสัยว่าทำไมรัฐถึงเอาภาษีประชาชนไปให้เด็กเหล่านี้ ควรมองว่ารัฐกำลังทำคุณูปการให้ประเทศ ที่ป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ ป้องกันกระบวนการค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด ที่สำคัญคือช่วยให้คนกลุ่มนี้ดำรงความเป็นชาติพันธุ์ของตน และมีความภาคภูมิใจในพลเมืองไทยด้วย เราไม่ควรแบ่งแยก บูลลี่ หรือเหยียดหยาม ว่าเป็นคนด้อยโอกาส ดังนั้น การจัดการศึกษาให้เด็กเหล่านี้ ต้องยืดหยุ่น เป็นทวิภาษา ทำให้มีอาชีพ มีรายได้ เช่น การปลูกกาแฟ เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องสอดแทรกการดูแลสิ่งแวดล้อม และป้องกันการปลูกข้าวโพด ที่กำลังลุกลามไปทั่วประเทศไทยอย่างมาก ถ้าวันใดประเทศกลายเป็นภูเขาหัวโล้น เต็มไปด้วยการปลูกข้าวโพด เกิดการเผาไร่ข้าวโพด ทำให้แม่น้ำเต็มไปด้วยสารพิษ เราทั้งประเทศจะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น แนวคิดเดิมเรื่องเด็กเลข 0 เด็กรหัส G จะต้องเปลี่ยน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว