อดีตทูตไทยให้เครดิต นายกฯ อินเดีย มองศตวรรษแห่งเอเชียต้องเชื่อมด้วย ‘พุทธศาสนา’
สืบเนื่องกรณี รัฐบาลไทยร่วมกับสาธารณรัฐอินเดีย อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยได้อัญเชิญประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายใน พาวิลเลียนสถานเอกอัคราชทูตอินเดียฯ ซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และการธรรมยาตราสู่ประเทศไทย โดยมีประชาชนต่อแถวรอร่วมรับชมเป็นจำนวนมาก
กระทั่งเวลาประมาณ 13.30 น. มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ ‘Dhamma Vijaya to Dhamma Century’ นำโดย ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมด้วย พระเมธีวรญาณ (สายเพ็ชร วชิรเวที) คณบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกาฏมัณฑุ เนปาล
ในการนี้ มีบุคคลต่างๆ เข้าร่วมรับฟัง รวมถึง อุปติสสะ เถโร ประธานมหาโพธิสมาคมแห่งศรีลังกา โดยก่อนเริ่มการเสวนา พระเมธีวรญาณ นำพุทธบริษัท 4 ที่ร่วมฟังเสวนากล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย จากนั้น เปล่งคำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ

ในตอนหนึ่ง นายมาริษ กล่าวว่า ศตวรรษแห่งธรรม เป็นความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ไทย ศรีลังกา และอินเดีย ซึ่งต้องให้เครดิตนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย ที่กล่าวว่า ศตวรรษที่ 21 คือ ศตวรรษแห่งเอเชีย แต่จะเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีพุทธศาสนา
“ท่านนับถือศาสนาฮินดู แต่ท่านกล่าวเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนขึ้นเป็นนายกฯ อินเดีย เพราะเห็นแล้วว่าพุทธศาสนิกชนล้วนมีคุณธรรม รัก นับถือ และปฏิบัติตามคำสอนในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจึงเห็นว่าศาสนาพุทธจะเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการเป็นศตวรรษแห่งเอเชีย” นายมาริษ กล่าว และว่า
เราจะต้องนำพุทธศาสนามาเป็นตัวเชื่อมให้ประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันได้ใกล้ชิด เข้าถึง และเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยขณะนี้หลังจากได้คุยกับรัฐบาลอินเดีย ทำให้มั่นใจว่า เมื่อมองข้ามศตวรรษที่ 21 ได้แล้ว สิ่งที่ ดร.สุภชัย ต้องการเห็นมากที่สุดคือ การข้ามเขตแดนประเทศไปสู่ความร่วมมือที่จะส่งเสริมแก่นของหลักธรรม โดยเชื่อว่าทุกศาสนาในโลกย่อมมีหลักสำคัญคือ ต้องการเห็นคนเป็น ‘คนดี’ ต้องการเห็น ‘สันติสุข’ ในโลกอย่างแน่นอน ไม่ใช่การรบราฆ่าฟัน ตนมองว่าถ้าโลกขัดแย้งมากไปกว่านี้ อาจเกิดสงครามขนาดใหญ่ สิ่งที่สถาบันโพธิคยาฯ อยากเห็นคือการนำหลักธรรมของทุกศาสนามาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ประชาคมโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ให้อภัย ไม่เบียดเบียน
นายมาริษกล่าวว่า สถาบันโพธิคยาฯ พร้อมร่วมมือกับสถาบัน ICCH ของอินเดียในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและศาสนา รวมถึง India foundation โดยตั้งเป้าไว้ว่า ทั้ง 2 องค์กรของอินเดียจะเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียใต้ ในขณะที่สถาบันโพธิคยาฯ เป็นศูนย์กลางความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งร่วมขยายความร่วมมือในด้านหลักธรรมแต่ละศาสนา
นายมาริษกล่าวต่อไปว่า ส่วนตัวรู้จัก ดร.สุภชัยเกือบ 20 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ตนยังเป็นทูตที่เนปาล ได้เห็นความมุ่งมั่นในการเดินทางไปอินเดียกว่า 40 ครั้ง อย่างที่ทราบกันว่า เนปาลมีความทุรกันดาร ก่อนไป ตนอยู่เยอรมัน ห่วงลูกและภรรยา แต่เมื่อไปถึง เหมือนชีวิตถูกลิขิตให้ค้นพบบางอย่างต่อพระพุทธธรรม

“ผมไม่ได้นั่งสวดมนต์ แต่ค้นพบเรื่องการปฏิบัติ คือได้คิดถึงความถูกต้อง ผมมีความสุขที่ได้อยู่ในดินแดนประสูติของพระพุทธเจ้า หลายท่านที่อยู่ตรงนี้ น่าจะเคยไปสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ทุกครั้งที่ไป ผมปีติสุข เช่นเดียวกับเมื่อเชิญเสด็จพระบรมสารีริกธาตุมาได้ในครั้งนี้ เพราะเราเริ่มนับ 1 มาด้วยกัน วินาทีที่สุขที่สุด คือเมื่อประตูเครื่องบินกองทัพอากาศเปิด วินาทีนั้น ปีติสุขที่สุด” นายมาริษกล่าว
นายมาริษกล่าวว่า เมื่อครั้งที่ตนเกษียณอายุราชการ แล้วได้ยินสิ่งที่ ดร.สุภชัยพูด ตนคิดว่ามาถึงจุดหนึ่งที่เราต้องกลับมาวางยุทธศาสตร์ของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัยกันใหม่ ดังที่ ดร.สุภชัยกล่าวว่า ต้องการเห็นมนุษย์ทั้งโลกมีความสามัคคี สร้างสันติสุขในโลก ซึ่งตนสนับสนุนทุกประการ อยากให้ทุกท่านฟังแล้วนำไปคิด
“พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกให้เราเชื่อในทุกสิ่งที่ได้ยิน แต่ทุกท่านต้องฟังแล้วนำไปคิด ความรู้อย่างเดียวไปไม่รอด ต้องมีความเข้าใจ สิ่งที่สถาบันโพธิคยาฯ ต้องการส่งเสริมให้เราทุกคนได้เข้าใจหลักธรรม คือ ปุจฉา และวิสัชนา เมื่อเราได้ยิน ต้องคิดและถกเถียงเพื่อให้เกิดปัญญา เพราะความรู้อย่างเดียวนำมาซึ่งปัญญาไม่ได้” นายมาริษกล่าว
นายมาริษกล่าวด้วยว่า ตนใช้หลักธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินช่วงที่ตนเป็นทูต คือ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

“เราทุกคนยังคงเวียนว่ายตายเกิด แต่ก็เข้าใจในหลักธรรมและพยายามเอาหลักธรรมทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ผมยึดทางสายกลาง นักการทูตถ้าสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง อาจไปไม่รอด เราไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย ยกเว้นจิตใจของตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าทางสายกลางเอาไม่อยู่ สิ่งที่ผมใช้คือ ปล่อยวาง อย่าติดยึด พูดได้แต่ทำไม่ได้ สิ่งที่ผมติดยึดมากที่สุดคือลูก ไม่สามารถสละได้” นายมาริษกล่าว
นายมาริษกล่าวอีกว่า อยากให้ทุกท่านนำหลักธรรมมาสร้างความเข้าใจและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
อ่านข่าว : ดร.สุภชัย ประกาศ ‘ศตวรรษแห่งธรรม’ ข้ามพรมแดนสู่มนุษยชาติ หวังไทยต่อเทียนเชื่อมโลก

