รายงานการศึกษา : ร่วมแชร์ 100 แผนฯ สร้างแรงบันดาลใจ ‘ครูไทย’
โครงการ แบ่งปันการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning สู่สมรรถนะ ในหัวข้อ “ร่วมแชร์ 100 แผนฯ สร้างแรงบันดาลใจ” ซึ่ง อักษร เอ็ดดูเคชั่น ได้ริเริ่มขึ้น ซึ่งสอดรับนโยบายของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเล็งเห็นถึงความสำคัญในการใช้แผนการสอนที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับธรรมชาติวิชา รวมถึง บริบทของผู้เรียน
โดยได้เชิญชวนครูทุกสังกัดทั่วประเทศ ส่งแผนการสอนเพื่อร่วมคัดเลือกตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด Active Learning หรือการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ถือเป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นไปที่ “กระบวนการเรียนรู้” มากกว่า “เนื้อหาวิชา” เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ หรือสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นได้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง โดยมีวิธีการเรียนการสอนที่หลากหลาย

ซึ่งโครงการนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากครูไทยทั่วประเทศ มีผู้ส่งแผนฯ เข้าร่วมการพิจารณากว่า 600 แผนฯ จาก 77 จังหวัด ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระฯ ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 ถึงระดับชั้น ม.6 ซึ่งทุกแผนฯ ที่ได้รับคัดเลือก จะต้องผ่านการประเมินคุณภาพ และมาตรฐานจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อนำไปปรับใช้ได้จริงในห้องเรียน โดย อักษร เอ็ดดูเคชั่น เปิดให้ครูท่านอื่นๆ ดาวน์โหลดแผนฯ นำไปปรับใช้ในห้องเรียนผ่านทาง www.aksorn.com/100LessonPlan ส่งผลให้ครูทั่วประเทศมีส่วนร่วมกับแผนฯ ในโครงการมากกว่า 50,000 ครั้ง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยผลักดันให้ห้องเรียนทั่วประเทศไทย ได้กลายเป็นห้องเรียนแบบ Active Learning

นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดีใจที่ครูไทยตื่นตัวในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นการขับเคลื่อน และยกระดับการศึกษา พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ส่งผลให้ครู และนักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ โครงการ 100 แผนฯ ยังทำให้ค้นพบครูไทยที่มีศักยภาพมากมาย และพร้อมจะส่งเสริมการศึกษาไทยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งการสอนแบบ Active Learning ยังส่งผลให้เด็กไทยเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ คิดเป็น แก้ปัญหาได้ นำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมให้กลายเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ และกำลังสำคัญของชาติต่อไป
ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์ครูที่ผ่านเกณฑ์พิจารณาโดยรวม สรุปได้ว่า ไม่มีการสอนใดที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับบริบทของห้องเรียน และจุดประสงค์ของการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ผู้สอนต้องเลือกรูปแบบการสอนที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กๆ ได้สร้างประสบการณ์เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
คาดหวังว่าแผนนี้จะส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจให้ครูไทยทั่วประเทศ เพื่อจุดประกายวิธีการสอนใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่การสร้างสมรรถนะให้ผู้เรียนเกิดเป็นทักษะที่พร้อมรับกับโลกยุคใหม่ได้ในอนาคต



