จี้รัฐบาล ‘ลงทุน-อัพไอคิว’ เด็กไทยด่วน หลังผลทดสอบความฉลาด ‘ต่ำกว่า’ เพื่อนบ้าน วอนนายกฯอัดฉีดการศึกษา-แก้ทุพโภชนาการ
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีเว็บไซต์การทบทวนประชากรโลก เผยแพร่คะแนนเฉลี่ยของประเทศในการทดสอบความฉลาดทางสติปัญญามาตรฐาน (IQ) โดย 10 อันดับแรก ประเทศที่มีความฉลาดทางสติปัญญา ได้แก่ ญี่ปุ่น 106.48, ไต้หวัน 106.47, สิงคโปร์ 105.89, ฮ่องกง 105.37, จีน 104.1, เกาหลีใต้ 102.35, เบลารุส 101.6, ฟินแลนด์ 101.2, ลิกเตนสไตน์ 101.07 และเยอรมนี 100.74 ส่วนไทยอันดับ 64 ได้ 88.87 ขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์ อันดับ 2 ได้ 105.89, กัมพูชา อันดับ 15 ได้ 99.75, พม่า อันดับ 52 ได้ 91.18, เวียดนาม อันดับ 60 ได้ 89.5, มาเลเซีย และบรูไน อันดับ 73 ได้ 87.58, ฟิลิปปินส์ อันดับ 111 ได้ 81.6, ลาว อันดับ 114 ได้ 80.99 และอินโดนีเซีย อันดับ 130 ได้ 78.5
“เรื่องนี้สำคัญระดับประเทศ ทั้งนี้ จะเห็นว่าไทยเป็นรองแม้แต่กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ทำให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนในภาพรวมของไทยมีไอคิวตกต่ำลงมาโดยตลอด สิ่งที่น่าห่วงต่อไปนี้คือ จะปล่อยให้เด็กส่วนใหญ่ในประเทศกลายเป็นเด็กที่เรียนช้า พัฒนาขึ้นยาก ที่บอกว่าจะทำให้ประเทศพัฒนาแล้ว พ้นกับดักความยากจน เพื่อไปสู่ศตวรรษที่ 21 นั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไอคิวเด็กอยู่ที่ 88.87” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เด็กที่มีไอคิว 88.87 จะเป็นเด็กที่เรียนช้า และมีเด็กจำนวนหนึ่งเท่านั้น ที่มีไอคิวมากกว่า 88.87 คือเป็นเด็กที่มีฐานะ เรียนอยู่ในโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสาธิต และโรงเรียเอกชน แต่เด็กอีกประมาณ 2.8 ล้านคนทั้งประเทศ อยู่ในภาวะเสี่ยงสุดๆ สาเหตุที่ทำให้เด็กไอคิวต่ำลงมาจาก 4 ปัญหา คือ 1.ปัญหาเศรษฐกิจ 2.ปัญหาภาวะทุพโภชนาการ 3.ปัญหาสังคมและครอบครัว และ 4.ปัญหาระบบการศึกษา
“ดังนั้น ภาพของประเทศที่เด็กจะเติบโตในอนาคตนั้น คุณภาพจะแย่ลง ปัจจุบันสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นสังคมที่เด็กส่วนใหญ่อยู่กับมือถือ และส่วนใหญ่ไปอยู่กับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา เพราะจะเห็นว่าเด็กอยู่กับเกม การบันเทิง หรือตัวอย่างไม่ดี ล่าสุดคำที่เสิร์ชมากที่สุดในกู้เกิ้ลคำหนึ่งคือ เรื่องเพศของผู้หญิง สะท้อนให้เห็นว่าเด็กใช้โชเซลียมีเดียตอบสนองตนเอง มากกว่าที่ใช้ในการเรียนรู้” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า สังคมเต็มไปด้วยความรุนแรง ยาเสพติด มองว่าปัญหาสังคมกำลังเคลื่อนตัวไปในรูปแบบที่ซับซ้อน รุนแรง และขาดคนดูแล ทำให้สังคมไม่น่าอยู่ การบังคับกฎหมายก็เป็นประเด็นปัญหา ทำให้สังคมไทยไม่ใช่สังคมที่ตอบโจทย์เรื่องการเรียนรู้ หรือช่วยให้เด็กพัฒนา ส่วนปัญหาครอบครัวนั้น หลังจากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ครอบครัวไทยยากจนเพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนครอบครัว เศรษฐกิจดีเฉพาะข้างบน แต่ชาวบ้านยิ่งยากจน ประชาชนขณะนี้มีรายได้ต่อเดือน 1,039 บาทเท่านั้น ทำให้เด็กที่อยู่ในครอบครัวเหล่านี้ และเด็กที่อยู่ในชนบท มีภาวะทุพโภชนาการ เด็กแคระแกรน น้ำหนักส่วนสูงต่ำกว่ามาตรฐาน ในขณะที่เด็กในเมืองมีภาวะโรคอ้วน
“ขณะที่ระบบการศึกษาที่ตั้งเป้าไว้ ตั้งคณะกรรมการผลักดันคะแนนสอบ PISA ไปให้ไกล มองว่าทำได้ยากลำบาก เพราะพื้นฐานเด็กส่วนใหญ่ เป็นเด็กเรียนช้า ให้เรียนรู้เรื่องการคิดวิเคราะห์ การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆ นั้น เป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ มีข้อมูลเด็กที่ยากจน 40% ไม่ได้กินข้าวเช้า ส่งผลให้เด็กผอม ไม่มีสมาธิในการเรียน กระทรวงสาธารณะสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ต้องทำงานหนักกว่านี้ โดยเฉพาะรัฐบาล ที่ขณะนี้กำลังฝันว่าไทยจะกลายเป็นประเทศก้าวหน้า เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน ทั้งที่คนส่วนใหญ่ของประเทศมีไอคิว 88.87 เท่านั้น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จะเห็นหลายประเทศที่ลงทุนด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กที่จะเป็นกำลังของประเทศในอนาคต แต่จะเห็นว่าไทยกลับไม่ลงทุนกับเด็ก ฉะนั้น อยากฝากรัฐบาลให้ดูเรื่องภาวะทุพโภชนาการให้เด็ก ทำอย่างไรให้เด็กออกกำลัง ออกห่างจากโทรศัพท์มือถือ ให้เด็กมีพื้นที่ปลอดภัย ครูสอนหนังสือโดยการตั้งคำถาม และกระตุ้นการคิด ทำโครงงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ และถ้าปล่อยให้สังคมไทยเคลื่อนตัวด้วยพลเมืองที่มีไอคิว 88.87 สังคมไทยจะมืดมน จึงอยากจะขอให้นายกรัฐมนตรีดูแลประเด็นนี้ด้วย

