หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา จับครูหมดหนี้...

จับครูหมดหนี้เซ็นเอ็มโอยูสกัดกู้ใหม่ ชี้แก้สำเร็จแล้ว 6.94% เหลือลุ้นอีก 92.24%

13.03.24 | 10:05 น.

จับครูหมดหนี้เซ็นเอ็มโอยูสกัดกู้ใหม่ ชี้แก้สำเร็จแล้ว 6.94% เหลือลุ้นอีก 92.24% สพฐ.หาช่องช่วยครูทำเงินควบงานประจำ

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า รัฐบาล และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญ ตามนโยบายลดภาระครู โดยได้จัดตั้งสถานีแก้หนี้ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รวม 245 สถานี ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ.ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม รายงานผลการดำเนินการของสถานีแก้หนี้ แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้ กลุ่มเอ ดำเนินงานตามกระบวนการ และมีผลสำเร็จ จำนวน 17 สถานี คิดเป็นร้อยละ 6.94 กลุ่มบี ดำเนินงานตามกระบวนการ และรอผลการดำเนินงาน จำนวน 226 สถานี คิดเป็นร้อยละ 92.24 และกลุ่มซี ไม่มีผู้ลงทะเบียน จำนวน 2 สถานี ซึ่งอาจเกิดความกังวล และไม่มั่นใจ คิดเป็นร้อยละ 0.82

นายธีร์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาหนี้สินครูผ่านสถานีแก้หนี้ เป็นไปด้วยความสมัครใจ โดยผู้บริหาร สพท.จะต้องใช้ทั้งกำลังกาย และกำลังใจ ประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการขับเคลื่อนจนเกิดผลที่น่าพอใจ ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของ สพฐ.ที่ทำเพื่อข้าราชการครู ทั้งที่ยังอยู่ในราชการ และที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กติกาหนึ่งที่อยากจะย้ำคือ เมื่อสถานีแก้หนี้ได้แก้หนี้รายใดสำเร็จชัดเจนอยู่ในขั้นที่เป็นไปตามเกณฑ์ ต้องทำบันทึกข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ว่าต่อไปครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการแก้ปัญหาแล้ว จะต้องไม่ทำให้ตัวเองกลับไปอยู่ในภาวะเสี่ยงแบบนี้อีก หากระบวนการอื่น หรือไปเรียนรู้มิติเศรษฐศาสตร์การเงินเบื้องต้นในชีวิต การบริหารการเงิน หรือการทำให้เงินงอกเงยในเรื่องของการลงทุนต่างๆ ที่สามารถทำได้ในขณะที่ทำงานประจำ

“ขอย้ำว่าจะต้องมีเอ็มโอยู เพื่อยืนยันว่าครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับการแก้ปัญหาหนี้สินแล้ว จะไม่ย้อนกลับไปเส้นทางเดิมอีก ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าทุกคนมีความพยายามที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยอยากฝากให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีปัญหา ให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด” นายธีร์ กล่าว

นายธีร์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอฝากความห่วงใยไปถึงนักเรียน และผู้ปกครอง ในช่วงปิดภาคเรียน จากสถิติเรื่องความปลอดภัย พบว่าภัยที่เกิดขึ้นจากการขับขี่ยานพาหนะ อัคคีภัย อุบัติเหตุการจมน้ำ และการทะเลาะวิวาท ยังคงมีสูงในช่วงเดือนมีนาคม และเมษายน ดังนั้น ขอความร่วมมือผู้ปกครองดูแลบุตรหลาน อย่าปล่อยให้ออกนอกบ้านในเวลาค่ำคืนเพียงลำพัง ขอความร่วมมือผู้นำชุมชนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ที่เกี่ยวข้อ งสอดส่องดูแล เพื่อปกป้องคุ้มครองนักเรียนให้ปลอดภัย

Advertisement