ดร.สิริกร มณีรินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่น สำนักบริหารวิทยสถานสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ “ธัชชา” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า สถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่นจัดงาน “ช่างศิลป์ถิ่นไทย สืบสานไว้ให้ยั่งยืน” ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-24 มีนาคมที่ผ่านมาเพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานฝีมือช่างไทย รวมถึงการสืบสาน อนุรักษ์ ต่อยอดมรดกของไทย ภายในงานได้รับเกียรติจากนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน มี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล อดีตปลัด อว. ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และผู้ทรงคุณวุฒิอีกมากมายให้เกียรติเข้าร่วม
ดร.สิริกร กล่าวต่อว่า ภายในงานการนำเสนอโครงการวิจัยของนักวิจัยท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ 2566 จากมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยชุมชน 12 แห่ง อาทิ วิทยาลัยเพาะช่าง มทร.รัตนโกสินทร์ วชช.แพร่ วชช.ปัตตานี มรภ.เพชรบุรี เป็นต้น ได้นำผลผลิตจากงานวิจัยมาจัดแสดง อาทิ การศึกษาแม่ลายในงานศิลปกรรม 4 ภูมิภาค สืบสานงานช่างศิลป์ถิ่นเชียงใหม่ กาศึกษาลวดลายพื้นถิ่นสามจังหวัดชายแดนใต้ โครงการการออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มโดยใช้ผ้าพื้นเมืองจังหวัดแพร่ สาธิตการแทงหยวกกล้วย เป็นต้น เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจภูมิปัญญาเชิงช่างของไทย แลกเปลี่ยนเรียนรู้การสืบสานภูมิปัญญาเชิงช่างสู่คนรุ่นใหม่

ด้าน รศ.ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ ประธานสาขาการจัดการศิลปวัฒนธรรม คณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้านักวิจัยโครงการสืบสานงานช่างศิลป์ ถิ่นเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้เป็นปีที่ 2 จากปีแรกที่เริ่มโครงการเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับช่างศิลป์ท้องถิ่น การสืบทอดส่งต่องานช่างศิลป์ลดลง และหายไปจากโรงเรียน จึงมีแนวคิดที่จะบูรณาการให้งานช่างศิลป์กลับสู่ชุมชน โดยต้องลงลึกถึงชุมชนและโรงเรียน ทำการศึกษาตามบริบทของพื้นที่ และคำนึงถึงความต้องการของแต่ละอำเภอ ทำให้เกิดการทำงานร่วมกับโรงเรียนและนักเรียน ซึ่งสถาบันช่างศิลป์ท้องถิ่นเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ จึงให้เริ่มเป็นโครงการสล่าน้อย หรือช่างน้อย โดยเชิญปราญช์ชาวบ้านร่วมสอน นำร่องใน 4 โรงเรียน ได้แก่โรงเรียนสันกำแพง โรงเรียนเชตุพนศึกษา (ในพระสังฆราชูปถัมภ์) โรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม และโรงเรียนบ้านหัวริน (แสนวิชัยดำรงราษฎร์) ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่ถ่ายทอดให้กับเด็กๆ จะเรียกว่า “จินตหัตถปัญญา” เริ่มจากการเรียนรู้จากธรรมชาติ รู้จากตาที่เห็น รู้จากหูที่ฟัง การจินตนาการ และการลงมือทำ เมื่อเกิดการเรียนรู้แล้วจะเกิดความเข้าใจเข้าถึงคุณค่าของงานศิลปหัตถกรรมและนำไปสู่การพัฒนาสร้างผลงานต่อไป คาดว่าโครงการนี้จะเพิ่มจำนวนสล่าจากจุดเล็กๆขึ้นมาได้ และช่วยสืบสานงานช่างศิลป์ไทยให้ยั่งยืน

นายธนิต พุ่มไสว เจ้าของร้านภูษาผ้าลายอย่าง ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ กล่าวว่า ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการถอดลายภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังจนเป็นที่มาของผ้าลายอย่าง เล่าว่า การพัฒนาให้งานช่างศิลป์เกิดความยั่งยืนนั้น จะต้องเริ่มที่บุคลากรในโรงเรียน ควรมีความรู้เฉพาะด้านที่มากพอจะถ่ายทอดองค์ความรู้ที่แท้จริงให้กับนักเรียน ความรู้ที่คลาดเคลื่อนจะส่งผลเสียต่อผู้เรียนทำให้มาตรฐานการเรียนรู้ต่างๆ ลดลง ส่งผลเสียต่อเด็กที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหานี้ต้องเริ่มจากการสร้างการเรียนรู้ใหม่จริงจังกับการศึกษาทั้งในและนอกโรงเรียนให้มากขึ้น นอกจากนี้การจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ การนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ต่างๆ จะต้องปรับให้สอดรับกับสื่อที่เขาสนใจ เป็นการสร้างจุดเริ่มต้นและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ดี เมื่อเกิดความสนใจจะเกิดการค้นหาและสืบสานต่อไป

