จี้ ‘ศธ.-คุรุสภา’ สังคายนาระบบผลิตครู เลิกป้องคนทำผิด-ดันขึ้นวิชาชีพชั้นสูงแท้จริง หลังปัญหาผุดถี่ยิบ-ใช้อำนาจผิด-ละเมิดเด็ก
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ปัจจุบันจะเห็นข่าวเกี่ยวกับครูมากผิดปกติ มองว่าประเด็นของครูในปัจจุบันท้าทาย ย้อนแย้ง และแปรปรวนกับวิชาชีพครู ปัจจุบันวิชาชีพครูได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพขั้นสูง มีศาสตร์ มีองค์ความรู้เฉพาะตัว และมีสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งเป็นสภาที่ควบคุมวิชาชีพครู แต่ปัจจุบันมีเหตุการณ์ที่ท้าทาย และย้อนแย้ง จนมีการตั้งคำถามว่าควรสังคายนา และถึงเวลาที่จะปฏิรูประบบฝึกหัดครูได้หรือไม่
“กรณีที่เกี่ยวข้องกับครูที่น่าสนใจมีจำนวนมาก เช่น ครูโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ที่ให้สอบปากเปล่าวิชาสถานการณ์ร่วมสมัย โดยให้คียเวิร์ดกับนักเรียน ซึ่งเรื่องนี้ครูสามารถออกแบบการสอน ออกแบบข้อสอบได้เองอยู่แล้ว และมองว่าครูออกข้อสอบดีมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการคุกคามจากกลุ่มภายนอกโรงเรียน จนครูถูกตั้งคณะกรรมการสอบจากส่วนกลาง ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือครูมีอำนาจ และอิสระในการจัดการเรียนการสอนจริงหรือ วิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์ ควรเป็นพื้นที่เปิดกว้าง รับความแตกต่าง แต่ปัจจุบันวิชานี้กลายเป็นพลเมืองที่ต่อสู้ในเรื่องของการสร้างพลเมืองอนุรักษ์นิยม และพลเมืองเสรีนิยม” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า หรือกรณีครูที่อัดอั้นตันใจ อยากให้มีตกซ้ำชั้นได้ ซึ่งระเบียบหลักเกณฑ์การซ้ำชั้นมีอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันเกิดวัฒนธรรมการผลัดปล่อย ซึ่งเชื่อมโยงกับตำแหน่งวิทยฐานะ วัฒนธรรมผลัดปล่อยนี้ทำให้คุณภาพการศึกษาด้อยทั้งระบบหรือไม่ ผลัดปล่อยจนนักเรียนจำนวนไม่น้อยจบชั้น ป.6 แล้วยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น ผลการสอบประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA และผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (โอเน็ต) ตกต่ำ คิดว่าเมื่อในระบบมีระเบียบกฎเกณฑ์อยู่ แต่ขาดความเอาจริงเอาจังในการติดตาม ซ่อมเสริม จึงต้องตั้งคำถามครั้งใหญ่กับโครงสร้างระบบที่มีอยู่
“นอกจากนี้ มีกรณีครูให้เด็กปฐมวัย เปลื้องผ้า และแข่งขันแต่งตัว สะท้อนเรื่องการแข่งขัน และเรื่องความสนุกสนาน มากกว่าการเคารพสิทธิเด็ก แม้ว่าเด็กจะอยู่ระดับปฐมวัย แต่ร่างกายของเด็ก ควรให้เด็กตัดสินใจเอง และการนำสภาพร่างกายเด็กไปเปิดเผยในที่สาธารณะเพื่อความสนุกสนาน กลายเป็นตลกร้ายทางการศึกษา ดังนั้น ควรมีคำถามว่า เราเคยสอนเรื่องสิทธิเด็กในระบบการศึกษาหรือไม่ ฉะนั้น สถาบันฝึกหัดครู ควรจะทบทวนการสอนเรื่องเหล่านี้ด้วย” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ยังมีกรณีครูพละให้นักเรียนจ่ายเงินเพื่อแก้การติดศูนย์ เมื่อสืบค้นลงไปอีก ยังพบว่าครูรายนี้ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็น 10 ปี คำถามคือเราปล่อยให้คนแบบนี้อยู่ในวิชาชีพครูเป็นระยะเวลายาวนานได้อย่างไร หรือกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนหวงเก้าอี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้บริหาร ครู และนักเรียน เชื่อมโยงกันในด้านโครงสร้างอำนาจ ศักดินา ยศตำแหน่ง ซึ่งโครงสร้างนี้ทำให้เกิดการแบ่งแยก และทำให้เกิดการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น เราจะอนุรักษ์โครงสร้างอำนาจนิยมต่อไปหรือไม่ และจะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเหล่านี้ลดน้อยลง
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามให้คนในวงการการศึกษา ว่ามีอะไรผิดพลาด หรือมีอะไรบกพร่องในเรื่องของครูหรือไม่ เราไม่ได้เอาใจใส่เรื่องการปฏิรูประบบการผลิตครู และยังมีปัญหาใต้พรมอีกจำนวนมาก เราแก้ปัญหาเรื่องการอยู่เวรของครู สวัสดิการของครูแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นปัญหาที่กระทบวิชาชีพครูอย่างรุนแรง
“ผมคิดว่า ไม่ว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง อาจจะต้องทบทวน ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ครูมีความสุข และมีจรรยาบรรณ ไม่ใช่กระทำผิดแล้วระบบปกป้อง ผมว่าถึงเวลาที่ต้องทำวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง คุรุสภาควรเป็นหน่วยงานที่พัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของครูอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ดูแลใบประกอบวิชาชีพครูเพียงอย่างเดียว ส่วนสถาบันฝึกหัดครูควรจะทบทวนหลักสูตรว่าทันสมัยหรือไม่ ทันเหตุการณ์มากน้อยเพียงใด ผมคิดว่าเราพบมุมมืดในวิชาชีพหลายจุด ถ้าไม่ทำให้ดี ต่อไปจะขยาย และกลืนกินระบบวิชาชีพครูจนเสียหาย เมื่อนั้นระบบการสร้างเด็กและเยาวชนจะไม่มีทิศทาง ขาดคุณภาพ ขาดคุณธรรม และขาดความกระตือรือร้นในการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่แน่นอน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

