
ในระยะเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับเหตุการณ์ทางสังคมมากมาย หนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนประชาชนชาวไทยต่างวิตกกังวลร่วมกัน นั่นคือความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ต่อขวัญกำลังใจ ตลอดจนประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการในพื้นที่ไม่น้อย
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบการบริหารทรัพยากรบุคคลของราชการพลเรือน จึงร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัด โครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปชต.) เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2550 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการในพื้นที่ได้มีโอกาสพักและผ่อนคลายเป็นการชั่วคราว ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างข้าราชการ รวมถึงการสร้างขวัญและกำลังใจในการกลับไปปฏิบัติหน้าข้าราชการของประชาชน ในปีนี้ มข.จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-28 มกราคม ที่ จ.กาฬสินธุ์ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
นายรักพงษ์ เพชรคำ ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มข.ประธานคณะกรรมการจัดอบรม เผยว่า “โครงการนี้ช่วยผ่อนคลายจากสภาพการทำงานที่กดดันในพื้นที่ และเพิ่มพูนความรู้ ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานของข้าราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อการดำรงชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข การฝึกอบรมในครั้งนี้ประกอบด้วยการบรรยาย การท่องเที่ยวหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนบ้านนาข่า จังหวัดอุดรธานี ศึกษาวิถีชีวิตสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของ สปป.ลาว ศึกษาดูงานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร และการตรวจสุขภาพร่างกายโดยคณะเทคนิคการแพทย์ มข.เป็นต้น”

นายฉัตรชัย เสือสกุล นายทหารยุทธการ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส หนึ่งในผู้ที่มาร่วมโครงการ เล่าว่า สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีภาพลักษณ์ของความรุนแรง และตรึงเครียด แต่ในพื้นที่จริงปัจจุบันมีความผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น แม้บางครั้งอาจจะต้องเผชิญภาวะความไม่สงบบ้าง แต่สำหรับตน นับเป็นหน้าที่สำคัญ และมีความสุขที่ได้ทำตามความฝันที่ได้รับราชการทหาร
“ผมเป็นคนปทุมธานีโดยกำเนิด ย้ายไปรับราชการทหารใน จ.นราธิวาส เมื่อปี 2554 ตลอดเวลากว่า 6 ปี สิ่งที่สัมผัสได้ และประทับใจมากคือชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม มีความจริงใจซื่อตรง และไม่เสแสร้ง แม้ในช่วงแรกจะสงสัยว่า ทำไมเราถึงต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาล พลเรือนมากมายไปกับเหตุการณ์นี้ แต่เมื่อค้นพบเหตุผลในรัฐธรรมนูญที่ว่าแผ่นดินไทยต้องเป็นหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อผมรับราชการทหาร ผมจึงไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเสียสละ เพียงแต่กำลังทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ หากทหารไม่ถือปืน ไม่เดินลาดตระเวนแล้วใครจะทำ ให้ครูไปเดินถือปืนแทนใครจะสอนนักเรียน เราเพียงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดตามรัฐธรรมนูญไทย”

เช่นเดียวกับ นางอัจฉรา อีแต ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนนิคมพัฒนาสิบ ต.มาโมง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ที่รับราชการมากว่า 17 ปี บอกว่า การรับราชการในฐานะครูอนุบาล เป็นหน้าที่ในการพัฒนาชาติ ผ่านการปลูกฝังความรู้การศึกษาให้เด็กนักเรียนในพื้นที่อย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่กับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี พ.ศ.2555 ระบุว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของ เด็กระดับประถมศึกษาปี 1-3 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบปัญหาอ่านไม่ออก และเขียนไม่ได้ ร้อยละ 33.72 สาเหตุหนึ่งมาจากครูหวาดกลัวกระทั่งทำให้ย้ายออกจากพื้นที่ เมื่อเปลี่ยนผู้สอนบ่อย ทำให้เด็กต้องปรับตัวบ่อยเช่นกัน ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจึงต่ำลง ส่วนตัวยอมรับว่าตนหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่กลับไม่เคยคิดจะย้ายออกจากพื้นที่ เพราะหากครูไม่ทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมสั่งสอนเยาวชน ชาติไทยจะพัฒนาได้อย่างไร
“ดิฉันเป็นคนหาดใหญ่ สอบเข้ารับราชการครูและมาบรรจุที่นราธิวาสกว่า 17 ปี เคยเกิดอาการหวาดกลัว เนื่องจากสามีเคยถูกระเบิด แต่ปัจจุบันหายดีแล้ว ไม่เคยคิดจะย้ายออก เพราะชาวบ้านในชุมชนทุกคนมีมิตรไมตรี และรักเรา ทำให้เรามีความรู้สึกผูกพันเหมือนเป็นบ้านเกิด ยิ่งทราบว่าผลการเรียนของนักเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ลดลง ยิ่งเกิดความเป็นห่วง แม้ว่าเราจะท้อ แต่เราจะไม่ถอย เราจะพยายาม โดยการทำงานให้มากขึ้นสอนพิเศษพวกเขาเพิ่มเติมจากเวลาเรียน การเรียนจะทำให้พวกเขามีโอกาสดีๆ ในชีวิตเพิ่มมากขึ้น หน้าที่ครูคือการให้ความรู้การศึกษาให้นักเรียนสามารถเอาตัวรอดอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข เป็นบุคลากรที่พึงประสงค์ของชาติบ้านเมือง” นางอัจฉรา กล่าว
แม้โครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นโครงการระยะสั้น แต่เชื่อว่าข้าราชการในสามจังหวัดชายแดนใต้จะได้รับประสบการณ์ ไมตรีจิตจากข้าราชการต่างหน่วยงาน ข้าราชการต่างภูมิภาค มีกำลังแรงกาย และใจ มากพอจะขับเคลื่อนประเทศไทยที่เรารักไปพร้อมกันอย่างดีที่สุด




