มรภ.สงขลา สร้าง ‘ฝายมีชีวิต’ ช่วยอนุรักษ์น้ำตามรอย ‘พ่อหลวง’

4.02.17 | 14:58 น.

2

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สงขลา นำนักศึกษาพัฒนาชุมชนกว่า 300 คนออกค่ายสร้างฝายมีชีวิต พร้อมทั้งผลักดันคนในท้องถิ่นร่วมบริหารจัดการน้ำ ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดย น.ส.ถวิล อินทรโม อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.สงขลา เล่าว่า ฝายมีชีวิตเป็นกระบวนการบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำหลาก น้ำแล้ง น้ำใต้ดิน การกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน ปัญหาสังคมการเมืองที่ขาดจิตสำนึกสาธารณะ (พลเมือง) โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านผสมผสานกับแนวคิดการจัดการตนเองของชุมชน กล่าวคือ ฝายมีชีวิตเป็นกระบวนการให้ชุมชนลุกขึ้นมาเรียนรู้ข้อมูลน้ำของชุมชนโดยชุมชน จนชุมชนสามารถจัดการน้ำได้เอง และสามารถกำหนดทิศทางของเขาเองได้ อีกทั้งมีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีภาคีเครือข่ายภายนอกเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุน

ข้อตกลงร่วมกันของฝายมีชีวิต คือ 1.ต้องเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ของคนในชุมชน เป็นการระเบิดจากข้างใน 2.ต้องไม่เริ่มด้วยงบประมาณ แต่ให้เริ่มจากการสร้างความเข้าใจ สร้างปัญญา แล้วเงินตราจะมาเอง 3.เข้าใจความหมายของระบบนิเวศในมุมมองของชาวบ้านว่าหมายถึงการสามารถอยู่ร่วมกันได้ 4.ไม่ใช้โครงสร้างแข็งที่เป็นสิ่งแปลกปลอมทางธรรมชาติ เช่น ปูน เหล็ก 5.ใช้ระบบนิเวศของรากไทรเป็นตัวยึดโครงสร้างฝาย ซึ่งใช้โครงสร้างไม้ เช่น ไม้ไผ่ ไม้กระถิน เป็นต้น เป็นโครงสร้างพื้นฐานในช่วงแรก ใช้ขี้วัว ขุยมะพร้าวใส่กระสอบ เป็นอาหารของต้นไทร ใช้ทรายใส่กระสอบเป็นตัวยึดกั้นไม่ให้กระแสน้ำพัดพากระสอบขุยมะพร้าวและขี้วัว และเมื่อรากไทรประสานกันทั้งสองฝั่งก็จะเกิดตัวฝายที่เป็นการประสานกันของรากต้นไม้ที่ยิ่งนานวันยิ่งแข็งแรง และเกิดวังบริเวณหน้าฝาย 6.ตัวฝายเป็นตัวกั้นน้ำ ดินเป็นตัวเก็บน้ำ พืชทั้งสองฝั่งคลองเป็นตัวเก็บน้ำและให้น้ำ 7.ต้องปลูกพืชที่รักษาตลิ่งทั้งสองฝั่ง และ 8.ต้องมีกติกาหรือข้อตกลงร่วมกันของชุมชน

3

นายณัฏฐาพงศ์ อภิโชติเดชาสกุล ประธานโปรแกรมวิชาการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กระบวนการและข้อตกลงของฝายมีชีวิตสะท้อนให้เห็นถึงมิติการจัดการน้ำโดยชุมชน ที่เน้นการใช้ทุนและทรัพยากรภายในชุมชนเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพัฒนาชุมชน ดังนั้น หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน จึงจัดโครงการค่ายบ่มเพาะนักพัฒนาฝายมีชีวิตขึ้น เพื่อฝึกฝนให้นักศึกษาในโปรแกรมกว่า 300 คนเรียนรู้หลักการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น และการจัดการพลังชุมชนผ่านกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่สำคัญเป็นการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้หลักการพัฒนาแบบมีชีวิต ส่งผลให้เกิดความเข้าใจต่อแนวคิดทฤษฎีด้านการพัฒนาชุมชนมากยิ่งขึ้น

Advertisement

แกมกาญจน์ ปานหมอน

น.ส.แกมกาญจน์ ปานหมอน หรือน้องแกม นักศึกษาปี 4 โปรแกรมวิชาการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำฝายมีชีวิต ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการทำความดีเพื่อแผ่นดินเกิด ตนและเพื่อนๆ ทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือการทำเพื่อพระองค์ท่าน ถือเป็นความภาคภูมิใจที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน ต่อให้วันนี้พระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว แต่พวกตนก็จะไม่หยุดทำความดี เพราะเชื่อว่าพระองค์ท่านจะทรงเห็นถึงสิ่งที่พวกตนทำ

“พวกลูกได้ทำหน้าที่ที่พ่อสั่งสอนมาตลอดเวลา 70 ปี จะตั้งมั่นและตั้งใจทำในสิ่งที่พ่อสอน พ่อเหนื่อยมามากแล้ว ถึงเวลาที่พ่อต้องพักบ้าง ลูกสัญญาในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ลูกจะทำทุกอย่างด้วยใจสุจริต ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้พ่อผิดหวัง เราทุกคนรำลึกเสมอว่าสิ่งที่พ่อทำนั้นยิ่งใหญ่จนชีวิตนี้หาที่เปรียบมิได้ พวกเรารักพ่อ และจะรักแบบนี้ตลอดไป” น.ส.แกมกาญจน์กล่าว

ฤทธิชัย วงค์ชู

ขณะที่ นายฤทธิชัย วงค์ชู หรือน้องเล้ง นักศึกษาปี 2 ชาวค่ายอีกคน กล่าวว่า ทันทีที่ตนและเพื่อนๆ ทราบข่าวการสวรรคต ทุกคนไม่มีจิตใจที่จะทำอะไรอีกเลย แต่เมื่ออาจารย์บอกว่า ฝายนี้เราจะสร้างเพื่อถวายพระองค์ท่าน ทุกคนกลับมีเรี่ยวแรงและความมุมานะที่จะทำให้สำเร็จ แม้การทำฝายชะลอน้ำจะเป็นสิ่งที่พวกตนไม่เคยทำมาก่อน นึกภาพไม่ออกว่าจะออกมารูปร่างเช่นไร แต่ชาวค่ายก็ช่วยกันทำอย่างสุดความสามารถ และทำด้วยใจ บางคนเจ็บไปทั้งตัว ได้แผลกันไปบ้าง แต่ทุกคนก็สู้ไม่ถอย

วุฒิกร ขุนดำ

ปิดท้ายด้วย นายวุฒิกร ขุนดำ หรือน้องนก นักศึกษาปี 2 กล่าวว่า ตอนแรกอยากไปทำฝายเพราะเห็นว่าน่าสนุกดี แต่เมื่อได้ไปทำจริงๆ ทำให้นึกถึงตอนที่เคยดูสารคดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าและน้ำ พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำให้คนไทยรักษาป่าและน้ำ เพื่อให้มีกินมีใช้ไปนานๆ เพราะหากขาดน้ำและผืนป่า ความทุกข์ยากต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น หลังเสร็จจากค่าย กลับมาเปิดยูทูบดูตอนพระองค์ท่านเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หนึ่งในนั้นก็คือการทำฝายชะลอน้ำ ซึ่งตนเพิ่งไปทำมา ทำให้รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เดินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท

แม้การทำฝายจะเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อได้เห็นรูปของพระองค์ท่านขณะทรงงานในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งติดไว้หน้าอาคารที่พัก ความเหน็ดเหนื่อยนั้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง

4

5

6

7