หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา เด็กออกกลางคั...

เด็กออกกลางคันทะลุ 1 ล. จี้รัฐผุดนโยบายช่วยครอบครัวยากจนรับเปิดเทอม หวั่นพ่อแม่ดึงลูกหลุดระบบ

23.04.24 | 10:35 น.

เด็กไทยออกกลางคันสะสมทะลุ 1 ล. จี้รัฐผุดนโยบายช่วยครอบครัวยากจนรับเปิดเทอม หวั่นพ่อแม่ดึงลูกหลุดระบบ ส่งต่อความจนข้ามรุ่น

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับตัวเลขเด็กออกกลางคัน ตั้งแต่อายุ 3-18 ปี จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 มีเด็กออกกลางคัน 238,707 คน ปี 2565 มีเด็กออกกลางคัน 1 แสนคน และในปี 2566 มีเด็กออกกลางคันสะสม 1,0205,514 คน ซึ่งตัวเลขนี้มีการตรวจสอบข้อมูลจากหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) จากข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีคนยากจนเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขคนที่ยากจนพิเศษจากเดิม 9.9 แสนคน เพิ่มขึ้นเป็น 1.34 ล้านคน สาเหตุที่ทำให้เด็กออกกลางคัน 70% มาจากความยากจน ไม่มีรายได้ รองลงมา ระบบการศึกษาที่แพ้คัดออก มีการแข่งขัน เด็กเรียนไม่ดีโดนคัดออก เด็กที่มีปัญหาสังคม เช่น ตั้งครรภ์ ติดยาเสพติด มีปัญหาเรื่องความรุนแรง เป็นต้น นอกจากนี้ ระบบการศึกษาในปัจุบันมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ยิ่งเรียนสูงยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะมัธยมต้นขึ้นมัธยมปลาย มีค่าใช้จ่าย 3-7 หมื่นบาท ขณะที่รายได้ และหนี้สินของคนยากจน เข้าไม่ถึงนโยบายแก้หนี้ของรัฐบาล ที่สำคัญที่สุด ครอบครัว และตัวเด็กเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเรื่องแหล่งเงินทุนของรัฐ

“สิ่งหล่านี้ ทำให้ขณะนี้เด็กที่อยู่ในระดับอนุบาล 3 ขึ้นชั้น ป.1 หลุดระบบ 1-4% แล้วแต่ลักษณะพื้นที่ ส่วนชั้น ป.6 ขึ้นชั้น ม.1 จะหลุดระบบ 19% ส่วนชั้น ม.3 ขึ้นชั้น ม.4 จะหลุดจากระบบประมาณ 54% เมื่อถึงอุดมศึกษา จะเหลือเด็กอยู่ในระบบไม่ถึง 10% ที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ ดังนั้น จะพบเด็กหลุดจากระบบสะสมถึง 1.02 ล้านคน เป็นจำนวนที่ใหญ่ และน่าตกใจมาก” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ต้องพูดคือ เด็กติด 0 ติด ร. และค้างค่าเทอม จะหลุดจากระบบการศึกษาอีกไม่น้อย จากข่าวที่เห็นเรียกค่าไถ่ประกาศนียบัตรมีจำนวนมาก เพราะปัจจุบันค่าใช้จ่ายทางการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่พ่อแม่เด็กยากจน ไม่มีรายได้เพิ่ม และมีปัญหาหนี้สิน ทำให้พบเด็กออกกลางคันช่วงเปิดเทอมจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลเห็นประเด็นปัญหานี้ จึงมีนโยบาย Thailand Zero Dropout ใน ศธ.ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ตื่นตัว ใน สพฐ.มีโครงการตามน้องกลับมาเรียนระยะที่ 2 ส่วน สกร.ที่มีระเบียบไม่ให้เด็กต่ำกว่า 12 ปีเรียน ขณะนี้ยืดหยุ่นมากขึ้น ดังนั้น ระบบรัฐต้องปรับตัวเองให้เข้ากับปัญหาสังคม ครอบครัว และตัวเด็ก จะจัดการศึกษาแบบมาตรฐานเดียว หรือลู่เดียวไม่ได้แล้ว

“ปัจจุบันจะเห็นระบบการศึกษายืดหยุ่น ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะนี้ขับเคลื่อนครั้งใหญ่คือ 1 โรงเรียน 3 ระบบ โดยโรงเรียนเปิดสอนได้ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย จึงเห็นหลายโรงเรียนเริ่มจัดการการเรียนการสอนตามสภาพปัญหา เพื่อเอื้อให้เด็กเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ทำให้เห็นเด็กหลังห้องมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มองเห็นแต่เด็กเก่ง” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

Advertisement

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องทำต่อคือ การศึกษาภาคบังคับที่ให้เด็กเรียนจบชั้น ม.3 ไม่เพียงพอ มีข้อค้นพบ และมีรายงานการวิจัยที่น่าสนใจ ว่ารัฐบาลจะต้องให้เด็กไปต่อถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ดังนั้น อาจต้องทุ่มงบประมาณ และเปลี่ยนภาคบังคับใหม่ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพราะมีข้อมูลยืนยันว่าถ้าจบ ปวส.เด็กจะมีทักษะพาตัวเอง และครอบครัว หลุดจากความยากจนข้ามรุ่นได้ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้เด็กไปถึงมัธยมปลาย หรืออาชีวศึกษา นอกจากนี้ ยังพบว่าคุณลักษณะสำคัญของเด็กยากจน 3 อย่าง คือ 1.มีความมุมานะต่อสู้กับปัญหา 2.มีพฤติกรรมเชิงบวก ไม่ยุ่งกับความรุนแรง ยาเสพติด และ 3.เด็กมี Growth Mindset ถ้าเด็กมีคุณลักษณะเหล่านี้ จะไปไกลได้ถึง 90% และถ้ามีครูที่เอาใจใส่เด็ก จะทำให้เห็นปัญหา และแนะนำเด็กได้

“ก่อนเปิดเทอมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ครูต้องไปเยี่ยมบ้านเด็ก จะรู้สภาพปัญหาที่แท้จริง ครูเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเด็กได้มาก สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ชี้แหล่งทุน หางานให้เด็กทำ จะทำให้เด็กไปรอดได้ ปัจจัยอีกอย่างคือก่อนเปิดภาคเรียน พ่อแม่ต้องไม่รีบเอาลูกออกจากระบบ อย่ามองแค่ให้เด็กออกมาทำงาน ต้องอดทน และสนับสนุนลูก ดังนั้น การร่วมมือระหว่างครู และพ่อแม่ จึงสำคัญ ต่อไปการศึกษาต้องไร้รอยต่อ การส่งต่อระบบข้อมูลโดยสังคมร่วมกันทำงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่ทำอะไร จะมีเด็กออกจากระบบเพิ่มจนน่าตกใจ ปัจจุบันคนที่อายุ 18-60 ปี ที่หลุดจากระบบ และมีวุฒิประถม และมัธยมต้น 20 ล้านคน ไม่สามารถพัฒนาตนเอง หรือมีหนทางหลุดพ้นความยากจน ถ้ายังเพิกเฉย จะเจอปัญหาสังคมที่ขยายเพิ่มขึ้น ส่งต่อความยากจนข้ามรุ่น การอัพสกิลรีสกิลไม่เกิดผล ดังนั้น อยากเห็นนโยบายที่ออกมาช่วยเหลือครอบครัวก่อนเปิดเทอมทันที เพราะเหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถ้าไม่เตรียมการ สังคมจะไม่มีความสุข” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว