‘ปุ๋ง-สุดาวรรณ’ ยิ้มรับเข้าวธ.วันแรกสุดอบอุ่น ขอเวลาปรับตัว พร้อมเสริมทัพโกยท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้าน
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งวันแรก ว่า วันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะผู้บริหาร และข้าราชการ โดยตนได้เข้าไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของ วธ. และได้ร่วมประชุมเพื่อมอบนโยบายกับผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดเกี่ยวกับงานที่กำลังทำอยู่ และงานที่กำลังจะขับเคลื่อนให้มีความต่อเนื่อง ซึ่งการชูนโยบายหนึ่งภูมิภาค หนึ่งมรดกโลก นั้น เพราะเห็นว่า ทาง วธ. ได้มีการจัดทำบัญชีการขึ้นทะเบียนของยูเนสโกทั้งมรดกทางวัฒนธรรม และมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งแต่ละภาคมีความหลากหลาย อยากผลักดันให้แต่ละภูมิภาคมีมรดกโลกเป็นของตัวเองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และให้ทุกคนเห็นความสำคัญของโบราณสถาน มรดกทางวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ที่มีความสำคัญของแต่ละภูมิภาค แสดงถึงอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดให้ทุกคนได้เห็น โดยเฉพาะประเพณีลอยกระทง ที่อยู่ระหว่างการรอขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกในปีนี้ หากได้ขึ้นทะเบียน จะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทย เช่นเดียวกับการขึ้นทะเบียนประเพณีสงกรานต์ ที่ทำให้คนทั่วโลก สนใจมาร่วมงาน โดยเฉพาะงานมหาสงกรานต์ ที่จัดขึ้นยังท้องสนามหลวงที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเป็นจุดหมายปลายทางในปฎิทินของนักท่องเที่ยว

รัฐมนตรีว่าการวธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการสานต่อนโยบาย One Family One Soft Power (OFOS) หรือ นโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power นั้น ในเดือนมิถุนายนนี้ จะมีการเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมฝึกอาชีพ ซึ่งจะมีการหารือถึงรายละเอียดการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดกับ เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของ คณะกรรมการซอฟต์พาวแห่งชาติ และเห็นว่า วธ.มีทุนทางวัฒนธรรมเยอะมาก สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ไปได้ทุกภูมิภาค แต่ละภาคมีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ทั้งงานหัตถกรรม ผ้าไทย ที่มีความหลากหลาย ขณะที่ วธ.ก็มีโครงการที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น โครงการเที่ยวชุมชนยลวิถี โครงการออกแบบลวดลายผ้าไทย ที่เปิดกว้างให้มีความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ชุมชนทั่วประเทศ ได้ต่อยอดอัตลักษณ์พร้อมๆ กับความร่วมสมัย ส่วนมิติใหม่ในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม มองว่า ผ้าไทยไม่ใช่เพียงคนมีอายุใส่ แต่เห็นว่า ตอนนี้คนรุ่นใหม่ ก็สามารถใส่ได้ รวมถึงงานหัตถกรรม ต่างๆ ก็สามารถดัดแปลง ให้มีความทันสมัย โดยที่ยังคงรักษาความดั้งเดิมกับอัตลักษณ์บวกกับความทันสมัย เช่น ศรีเทพ ที่มีการจัดทำไลท์แอนซาวน์ยามค่ำคืน ถือว่าเป็นการปรับตัวสภาวะแวดล้อมเป็นมุมมองเที่ยวตอนเย็นและเห็นว่างดงาม มีหลากลายที่ทำให้มีชีวิตชีวาได้ ไม่ใช่อะไรเดิมๆ

“จากประสบการณ์ทำงานกระทรวงท่องเที่ยวฯ เดิมมีการบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมมาตลอด ทั้งเรื่อง IGNIGHT THAILAND ,5 MUST DO IN THAILAND ,อาหาร , ผ้าไทย, มวยไทย เชื่อมกับ วธ. และทำงานร่วมกับนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะ อดีต รัฐมนตรีว่าการวธ. และปลัด วธ. เชื่อว่า จะผลักดันการทำงานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้มากยิ่งขึ้น อย่างเมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลกที่เพิ่งเดินทางไปร่วมงานแสงสีเมืองโบราณศรีเทพ ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและคงความเป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิมของแหล่งโบราณคดีไว้ได้ อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมท่องเที่ยววัฒนธรรมอาจต้องเสริมด้านสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ทั้งถนนหนทาง ไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด เพิ่มความปลอดภัย สามารถเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมามากขึ้น กระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นหนึ่งในกลไกเสริมทัพสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้ถึงเป้าหมาย 3.5 ล้านล้านต่อปี พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงท่องเที่ยวฯ ส่งต่ออัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกมาประเทศไทย โดย 3 เดือนแรก ตั้งเป้าจะขับเคลื่อนเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสมหามงคลครบ 6 รอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 และมีอีกหลายส่วนงานที่ต้องเร่งขับเคลื่อน รวมถึงการลงพื้นที่โบราณสถาน ชุมชนที่มีการสืบทอดศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น เพราะชุมชนเหล่านี้สามารถสร้างเศรษฐกิจให้ท้องถิ่น จะผลักดันให้มากที่สุด คนรุ่นใหม่ทำงานวัฒนธรรม ไม่กดดัน แต่ขอเวลาทำงานและปรับ เพราะมีงานให้ทำหลากหลาย การประชุมร่วมกับปลัดวธ. และหัวหน้าหน่วยงานในวธ. จะสามารถรวมไอเดียและทีมงานได้มากขึ้น จะเป็นกระทรวงวัฒนธรรมที่กระฉับกระเฉง วันนี้ตั้งใจมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนโดยเน้นอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่ เพราะมีความพิเศษแต่ละพื้นที่ ชูและกระจายในแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคต่างกัน จะขับเคลื่อนอย่างไร เพื่อสร้างรายได้” น.ส.สุดาวรรณ กล่าว


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
– รมว.ปุ๋ง ถือฤกษ์ 08.19 น. จูงหนุมานน้อยเข้าทำงานวธ. ชูนโยบาย ‘หนึ่งภูมิภาค หนึ่งมรดกโลก’

