นักวิชาการ ชี้เป้า ปัญหาการศึกษา แนะรัฐบาลเร่งปฏิรูป หลังปัญหาเด็กเยาวชนพุ่ง 2 เท่า
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลประกาศนโยบาย “Thailand Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ ก็มีนโยบาย เรียนทุกที่ ทุกเวลา และทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายตามน้องกลับมาเรียน รอบ 2 ซึ่งตนทราบว่าในเร็วๆ นี้ 11 กระทรวง จะลงนามร่วมกัน เพื่อผลักดันการศึกษาตามเด็กกลับมาเรียน แต่จากที่ตนลงพื้นที่ และทำงานภาคสนาม มองว่าตัวนโยบายที่ออกมานั้นดี แต่ตนจะขอชี้เป้า ชี้ปัญหา เพื่อให้แก้ไขปัญหาเด็กอายุ 3-18 ปี ได้ตรงจุดมากขึ้น และถ้าไม่เข้าใจปัญหาที่ตรงกัน
นายสมพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีจำนวนเด็กอายุ 3-18 ปี ประมาณ 1,020,000 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะสม เพิ่มพูนมาหลายปี ปัญหาเด็กและเยาวชนขยายตัวขึ้น 2 เท่า ปัญหาที่พบนั้นซับซ้อน และยุ่งยากมากขึ้น และเราพบเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในสังคมไทย เช่น เด็ก 1 ขวบสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือจากที่ตนลงพื้นที่พบว่าเด็กฟันน้ำนม วัย 9 ขวบ ตั้งครรภ์ 9 เดือน มีแม่วัยรุ่น 4.7 หมื่นคนอยู่ในสภาพเด็กเลี้ยงเด็ก คือตั้งท้องและเลี้ยงลูกของตน เป็นต้น
นายสมพงษ์กล่าวว่า นอกจากนี้ มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับระบบการเรียนรู้ในปัจจุบัน ถูกบูลลี่ ถูกตีอย่างรุนแรง ปรับตัวไม่ได้ ทำการบ้านและเรียนไม่ทัน เป็นต้น และยังพบว่าเด็กที่เรียนอยู่ในระดับ ม.1 ครึ่ง เครียดอาเจียน กลัวโรงเรียน ถึงขั้นหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อถูกตามกลับไปเรียน ทั้งนี้ยังมีเด็กและเยาวชนในสถานพินิจ จำนวน 3,375 คน ต้องคดียาเสพติด จิตเวช ประกอบกับสิ่งแวดล้อม เต็มไปด้วยกัญชา น้ำกระท่อม บุหรี่ไฟฟ้า ยาบ้า ที่ขายกันเกลื่อนเมือง จนเกิดปัญหาสังคมขึ้นมา และพบว่าในเด็ก 10 คน จะมีประมาณ 2 คน ที่อยู่ในภาวะเครียด ซึมเศร้า คิดฆ่าตัวตายอีกด้วย
นายสมพงษ์กล่าวว่า ยังมีเด็กกลุ่ม NEETs หรือ Not in Education, Employment or Training ที่อายุ 15-24 ปี ที่มีประมาณ 7-8 แสนคน กลุ่มคนดังกล่าวไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม ไม่เรียนหนังสือ อยู่แต่ในบ้าน และยังมีเด็กแขวนลอย อีกประมาณ 3 แสนคน โดยเด็กเหล่านี้ออกจากระบบโรงเรียนไปแล้ว แต่ชื่อยังอยู่ เนื่องจากเด็กเหล่านี้ยังอยู่ในการศึกษาภาคบังคับ หากนำเอารายชื่อออกอาจจะผิดกฎหมายได้ และทางโรงเรียนนำชื่อเด็กไปขอรับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวอยู่
“สภาพปัญหาปัจจุบัน จะพบเด็ก 3 กลุ่มใหญ่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คือ เด็กกลุ่ม NEETs, เด็กที่ข้ามชาติเข้ามา และกลุ่มเด็กติดยา แต่ถ้าแบ่งลงไปในรายละเอียดจะพบเด็กอีกหลายกลุ่ม ซึ่งมีมากกว่า 11 กลุ่ม 21 ปัญหา ฉะนั้นถ้าเรายังทำงานตั้งรับ และปฏิเสธข้อมูล ปฏิเสธปัญหา ผมว่าประเทศไทยวิกฤตหนักแน่นอน สาเหตุสำคัญมาจากความยากจน ผลพวงจากกระแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 รายได้ที่เพิ่มขึ้นยังไม่ลงไปสู่ครอบครัวที่ยากจน ปัจจุบันมีแต่หนี้สินที่เพิ่มขึ้น ส่วนสาเหตุที่มาจากตัวเด็ก ก็มีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การติดมือถือ ติดมาก มีการบูลลี่ เป็นต้น” นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า นโยบายที่รัฐบาลประกาศนั้นดี แต่ตนคิดว่ากระบวนการขับเคลื่อน และการลงไปแก้ปัญหา มันไม่สอดรับกับตัวนโยบายชุดนี้ เพราะช้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยเอาจริงเอาจัง การทำงานก็อยู่ในลักษณะกระทรวงใครกระทรวงมัน เป้าหมายการขับเคลื่อนการทำงานยังกระจัดกระจายอยู่
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า มองว่าวาระเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านสังคม จำเป็นต้องทำอย่างเร็วด่วน ดังนั้น ระบบการศึกษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปครั้งใหญ่ โรงเรียนต้องยืดหยุ่น ปลอดภัย และเท่าเทียมกัน และต้องแก้กฎระเบียบที่มีอยู่ เพื่อกระจายอำนาจอย่างไรให้ท้องถิ่น ภาคเอกชน มามีส่วนร่วมเรื่องทรัพยากรได้ นำเทคโนโลยี ไวไฟ แท็บเล็ตเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยต้องวางระบบให้ดี ทั้งนี้ ต้องแก้ปัญหาจากล่างขึ้นบน
“รัฐบาลอาจจะต้องตั้งสถาบันแห่งชาติขึ้นมา เพื่อสอนหลักสูตรระยะสั้น อัพสกิล รีสกิล ทำให้แรงงานและเด็กนอกระบบที่มีอยู่ 20 ล้านคน สามารถพัฒนาตนเอง มีงานทำได้ ทั้งนี้ตนอยากให้มีการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้บังคับใช้อย่างเด็ดขาด จริงจัง ต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันทำไมยาเสพติดหาง่าย และเกลื่อนในประเทศไปหมด ขณะนี้รัฐบาลกำลังมุ่งเน้น ดิจิทัลวอลเล็ต แต่กลับทิ้งเด็กกราวรูด ปล่อยปละละเลยเด็ก ทำให้สังคมเต็มไปด้วยยาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วสังคมจะไปรอดอย่างไร” นายสมพงษ์กล่าว

