ศธ.แจงข้อมูลดร็อปเอาต์ร.ร.ในสังกัด แค่2-3 หมื่นคน ชี้กสศ.ดูภาพรวม ยันเร่งแก้ปัญหาทั้งระบบ ขณะที่นักวิชาการ ย้ำ ปัญหาหนัก น่าห่วง หลักสูตรแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น ทำเด็กเบื่อร.ร. แนะศธ.ปรับมุมมอง ยืดหยุ่นหลักสูตรเรียนได้ทุกที่
กรณีนายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผย ว่า ปี2566 มีเด็กออกกลางคันประมาณ 1,025,514 คน ซึ่งในอดีตที่มีเด็กออกกลางคันปีละกว่า 5 แสนคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างเท่าตัว โดยสาเหตุไม่ได้มาจากเรื่องความยากจนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และการศึกษา มีความสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะขณะนี้การเมืองหม่นหมอง สร้างความไม่มั่นใจให้กับการทำงาน การลงทุน เศรษฐกิจถดถอยซบเซา สังคมมีสภาพผุกร่อน ระบบการศึกษาที่มีปัญหา ทำให้เด็กออกกลางคันเพิ่มขึ้น นั้น
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ศธ. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กออกกลางคันอย่างมาก โดยเร่งดำเนินการแก้ไข โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการทำนโยบาย Thailand Zero Dropout การขยายโมเดล 1 โรงเรียน 3 ระบบที่เอื้อให้เกิดการจัดการศึกษา 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. การศึกษาในระบบ 2. การศึกษานอกระบบที่ยืดหยุ่นด้วยเนื้อหา หลักสูตรที่สอดคล้องกับปัญหา และความต้องการของผู้เรียน และ3. การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพ และความสนใจ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง และยังมีเรื่องของชุดนักเรียน ซึ่งพล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ประกาศ เรื่อง การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียนเรียน เพื่อเป็นการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ทั้งนี้ เพราะนักเรียนบางคนอาจจะมีปัญหาทางการเงิน ทำให้ไม่มีชุดนักเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนได้ครบ นำไปสู่การโดนตำหนิ หรือ ถูกกลั่นแกล้งจนไม่อยากมาโรงเรียน ขณะที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ยังจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อดึงเด็กกลับเข้าเรียน เช่นเดียวกับกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งปีนี้สามารถดึงเด็กด้อยโอกาสกลับเรียนได้กว่า 2 พันคน
“สำหรับฐานข้อมูลของ ศธ. ชี้ว่า ตามช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่าน แต่ละระดับการศึกษาจะมีเด็กในระบบลดลงมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเพราะอัตราการเกิดลดลง และจากข้อมูลปี 2566 ในส่วนของศธ.มีเด็กหลุดออกจากระบบประมาณ 2-3 หมื่นคน จากโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นแห่ง สิ่งที่น่าสนใจคือ ปีนี้มีเด็กสนใจเข้าเรียนสายอาชีพมากขึ้น ถือว่าเป็นไปตามนโยบาย ผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ส่วนข้อมูลที่ทาง กสศ. ระบุว่า มีเด็กออกกลางคันถึง 1.02 ล้านนั้นอาจจะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้ตรงกับศธ.มากนัก ซึ่งข้อมูลทาง กสศ. อาจเป็นผลจากภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะศธ.สังกัดเดียว ” นายสิริพงศ์
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งศธ. มีความร่วมมือ กับ 10 หน่วยงาน คือ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย (มท.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดส.), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), กระทรวงแรงงาน (รง.), กระทรวงยุติธรรม (ยธ.), กรุงเทพมหานคร, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) และ กสศ.นั้น จะเป็นเรื่องการแบ่งปันข้อมูล องค์ความรู้ และความร่วมมือในโครงการต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งเรื่องงบประมาณ บุคลากร การให้ความรู้กับบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนี้ศูนย์การศึกษาพิเศษ ยังร่วมมือกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดึงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ส่วนเด็กจะไปเรียนในสังกัดศธ. หรือท้องถิ่นให้เป็นไปตามความสมัครใจ
ด้านนายอนุชาติ พวงสำลี อดีตคณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า เด็กออกกลางคันเป็นปัญหาหนักมาโดยตลอด ปีนี้ตัวเลขพุ่งขึ้นเป็น 2 เท่า ถือเป็นเรื่องน่าห่วง การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพราะปัญหาการศึกษา เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ที่ผ่านมาทุกอย่างไปมอบหมายให้ศธ.ดำเนินการ ตั้งแต่นโยบาย ไปจนถึงขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งจะเห็นว่ามีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษา แต่ก็ล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ากลไกของ ศธ.แข็งตัว เป็นระบบราชการรวมศูนย์
“การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ศธ.ต้องปลดข้อพันธนาการที่สร้างไว้กับโรงเรียน และควรจะอนุญาตให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชน พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือแหล่งการเรียนรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ เด็กต้องการองค์ความรู้แบบใหม่ที่เท่าทันโลก แต่ในปัจจุบันพบว่าระบบของโรงเรียน ไม่สามารถรองรับวิธีการเรียนรู้ของเด็กรุ่นใหม่ได้ เป็นแรงผลักให้เด็กหลุดจากระบบ พูดให้เข้าใจง่ายคือ ‘เด็กเบื่อโรงเรียน’ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปคิดว่า จะทำอย่างไรให้เด็กไม่หยุดการเรียนรู้ ให้เด็กสามารถเรียนได้ทุกที่ โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน แต่หลักสูตรในปัจจุบัน ยังยืดหยุ่นไม่พอ มีการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กแบบเดียวคือ การตัดเกรด ดังนั้นอยากให้เปลี่ยนมุมมอง ดูที่ผลลัพธ์ว่าเด็กสามารถทำอะไรได้ดี และให้เครดิตตรงนั้น เป็นการเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา” นายอนุชาติกล่าว

