‘บิ๊กอุ้ม’ สั่งเคลียร์ตัวเลขเด็กดร็อปเอาต์ อดีตบิ๊กร.ร. เผยข้อมูล 12-14 ปี ลาออกพุ่ง 3 แสนคน แนะศธ. ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น เปิดช่องทำงานระหว่างเรียน
กรณีนายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผย ว่า ปี2566 มีเด็กออกกลางคันประมาณ 1.02 ล้านคน จากเดิมปีละ 5 แสนคน เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา นั้น
เมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า กรณีนายกฯมีข้อห่วงใยและสั่งการให้หน่วยงานที่้เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษา ซึ่งมีกว่า 1.02 ล้านคนให้เป็นศูนย์นั้น ที่ผ่านมา ศธ.ได้ทำความร่วมมือกับ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการทำงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ของศธ.และกสศ.นั้น อาจยังไม่ใช่ตัวเลขที่แน่ชัด เพราะ จากการลงนามความร่วมมือระหว่าง ศธ. กับ 10 หน่วยงานในการผลักดันนโยบายThailand Zero Dropout ทราบว่าตัวเลข 1.02 ล้าน เกิดจากการนำตัวเลขของเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา ไปเทียบกับตัวเลขของเด็กในทะเบียนราษฏร์ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่เรียนแต่ไม่ได้อยู่ในระบบ อย่างเช่น เด็กที่ไปเรียนต่างประเทศ โฮมสคูล หรือสถานศึกษาอื่นๆ ดังนั้นจึงได้มีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงหมาดไทย (มท.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) เพื่อหาตัวเลขที่ชัดเจนต่อไป
“ศธ.เชื่อมั่นและพยายามทำให้เด็กออกจากระบบเป็นศูนย์ ในทุกปีการศึกษา ซึ่งเด็กที่ออกจากระบบการศึกษา หรือเด็กดร็อปเอาต์ อาจจะมีความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หรือภาวะครอบครัวที่ไม่พร้อม ทำให้ไม่สามารถมาเรียนภาคปกติได้ ศธ.มีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นพระเอกรับหน้าที่หลักในการเข้าไปเติมเต็มในส่วนนี้ได้” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่ได้รับความร่วมมือจากอีก 10 หน่วยงานถือเป็นเรื่องที่ดี โดยความร่วมมือนี้จะสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องเด็กออกกลางคันได้มากขึ้น ศธ. โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเข้าในการทำงานในเรื่องนี้ โดยสอศ. มีการกำหนดว่า ถ้ารับเด็กเข้าเรียน 100 คน จะต้องจบการศึกษา 100 คน เป็นมิติในการประเมินสถานศึกษา ที่ต้องดูแลการจัดการศึกษาไม่ให้มีเด็กดร็อปเอาต์ และอนาคตจะต้องมีการขยายผลไปในสถานศึกษาสังกัดสช. รวมถึงสถานศึกษาในสังกัดอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ด้วย
ด้านนายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์เด็กออกกลางคัน ค่อนข้างน่าเป็นห่วง มีเด็กออกกลางคันในช่วงอายุ 12-14 ปี กว่า 3 แสนคน และ 14-16 ปี อีกกว่า 6 แสนคน เป็นเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก โดยปัจจัยหลัก เป็นเรื่องเศรษฐกิจและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวแตกแยก หรือ ลำบากจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเงินต้องตัดสินใจนำเด็กในการดูแลออกจากระบบการศึกษา โดยเท่าที่สังเกตุกรณีเหล่านี้ จะเกิดต่อเนื่องในทุกโรงเรียน โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ส่วนเด็กที่ไม่สมัครใจเรียนแล้วลาออกนั้น มีน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีปัญหาจากเศรษฐกิจและครอบครัว
“หากการเมืองทำให้เศรษฐกิจดี คนมีงานทำ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็จะมีเงินส่งลูกเรียน ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด หากเศรษฐกิจไม่ดี ก็ส่งผลต่อเด็ก เกิดปัญหาการออกกลางคัน เพราะไม่มีเงินไปเรียน สำหรับนโยบาย Thailand Zero Dropout เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องมีแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีด้วยเช่นกัน ผมมองว่าเด็กกลุ่มนี้ สามารถทำงานหาเงินไปด้วย เรียนไปด้วยได้ ซึ่งการศึกษาภาคบังคับต้องปรับตัว ทำหลักสูตรที่ยืดหยุ่น คล้ายกับ หลักสูตรสกร.หรือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสามารถทำงาน และหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองได้ ซึ่งส่วนตัวเคยเห็นโรงเรียนบางแห่งดำเนินการในลักษณะดังกล่าว โดยเปิดโอกาสให้เด็ก มาลงทะเบียนเรียนปกติและมาเรียนในช่วงวันหยุด ส่วนครูก็จัดหลักสูตรตามปกติ แต่ใช้วิธีประเมินผลคนละแนวทางกับกลุ่มที่เรียนตามปกติ และให้นำประสบการณ์การทำงานมาเทียบโอนหน่วยกิตได้ “นายณรินทร์ กล่าว
นายณรินทร์ กล่าวต่อว่า วันนี้ต้องหาวิธีทำให้เด็กกลุ่มนี้ มีชีวิตรอด บางคนอยากเรียนและอยากได้วุฒิการศึกษา แต่ไม่เงินเลี้ยงชีพ ทำให้ไม่มีสมาธิ ดังนั้นขอเสนอศธ. ลองคิดแนวใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การนำกลับมาเรียน แต่ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กเพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนโดยไม่มีอะไรต้องกังวลได้ ขณะเดียวกันยังต้องลงไปดูแลการดร็อปเอาต์ จากสาเหตุอื่น ๆ ด้วย เช่น ท้องในวัยเรียน เด็กติดยาเสพติด ซึ่งเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่อยากกลับมาเรียนในสถานศึกษา ดังนั้นจึงต้องจัดระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นมารองรับ

