นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาตัวเลขเด็กออกจากระบบกลางคันที่ชัดเจน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จึงดำเนินการวิเคราะห์ตัวเลขเด็กดร็อปเอาต์ ระดับการศึกษาภาคบังคับและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อายุระหว่าง 3-18 ปี โดยจะมีทั้งกลุ่มเด็กตกหล่น คือ เด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับที่ยังไม่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และกลุ่มเด็กออกกลางคัน คือ เด็กในวัยการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษาแล้ว แต่ออกจากสถานศึกษาก่อนที่จะจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ จะประสานขอรายชื่อเด็กจำนวน 1.02 ล้านคน จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มาวิเคราะห์และดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาคเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
นางเกศทิพย์ กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มเด็กออกกลางคัน โรงเรียนสังกัด สพฐ. พบว่า หลังจากดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียน ทำให้มีจำนวนเด็กออกกลางคันลดลง ข้อมูลวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา มีเพียง 1,116 คน อยู่ระหว่างการติดตามและช่วยเหลือให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือได้รับการฝึกทักษะอาชีพตามสาเหตุ ความต้องการจำเป็นรายบุคคล ในส่วนของกลุ่มเด็กตกหล่น จะต้องทำการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลกับศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดศธ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวบรวมจำนวนเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาทั้งหมด แล้วนำมาเปรียบเทียบกับประชากรวัยเรียนที่ต้องเข้ารับการศึกษา จึงจะทำให้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีเด็กตกหล่นที่ไม่เข้าสู่ระบบจำนวนเท่าใด
“จากนั้นต้องวิเคราะห์เชิงลึกต่อไปด้วยว่า เด็กตกหล่นที่ไม่อยู่ในสถานศึกษาเป็นเด็กที่อยู่ในการจัดการศึกษาโดยบ้านเรียน หรือศูนย์การเรียนหรือไม่ รวมถึงเด็กที่อยู่ในสถานพินิจหรือสถานดูแลเด็กด้วย จากนโยบายพาน้องกลับมาเรียน ทำให้เห็นภาพการลดอัตราการออกกลางคันของผู้เรียนได้อย่างชัดเจน สพฐ. ไม่เพียงแต่ติดตามหรือค้นหาเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ได้ดำเนินการป้องกันและเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะออกกลางคัน ไม่ให้หลุดจากระบบด้วยโดยข้อมูลปีการศึกษา 2564 สพฐ. มีเด็กออกกลางคัน จำนวน 28,134 คน ปีการศึกษา 2565 มีจำนวน 1,206 คน และในปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านมามีจำนวน 1,116 คน เห็นได้ว่าอัตราการออกกลางคันลดลง ซึ่งถือเป็นความร่วมมือของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานภาคเครือข่ายในพื้นที่ที่ช่วยพาน้องกลับมาเรียน” รองเลขาธิการกพฐ. กล่าว
นางเกศทิพย์ กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายที่จะมีเพิ่มเติมและยกระดับความเข้มข้นกว่าเดิม คือ นโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่ง ศธ. มีการลงนามความร่วมมือ กับ 10 หน่วยงาน โดยมี กสศ. เป็นหน่วยงานเชื่อมโยงการความร่วมมือ ติดตามและช่วยเหลือเด็กให้ได้รับการศึกษาหรือได้รับการฝึกทักษะอาชีพ มีงานทำและมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีมากเห็นได้จากการดำเนินงานที่ผ่านมา คือ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม

