หมายเหตุ : การก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 คืบหน้าตามลำดับ โดยช่างกำลังเร่งเทคอนกรีตฐานรากเพื่อให้ทันกับพิธีบวงสรวงและยกเสาเอกพระเมรุมาศในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้
โอกาสนี้ “มติชน” จึงสัมภาษณ์ “นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ” รองอธิบดีกรมศิลปากร(ตำแหน่งในขณะนั้น) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านการออกแบบและก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
ความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศ
“หลังได้ข้อสรุปรูปแบบสถาปัตยกรรม งานศิลปกรรมประดับ และการออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ ได้มีการเขียนแบบก่อสร้างและประมาณราคา ขณะนี้แบบแล้วเสร็จเพียงพอที่จะใช้ทำสัญญาจัดจ้างแล้ว แต่การจัดหาผู้รับเหมาต้องดูลำดับความสำคัญของงาน มิฉะนั้นจะเกิดการกีดขวางกัน
งานนี้ต้องใช้เงื่อนเวลาเป็นสำคัญ การจะใช้ผู้รับจ้างรายใดรายหนึ่งทั้งโครงการ ไม่สามารถทำได้ทัน อย่างงานพระเมรุมาศครั้งก่อนใช้ 4-5 บริษัท ครั้งนี้เราเตรียมไว้ 7-8 ราย แต่งานที่สำคัญที่สุดจะใช้ผู้รับจ้างที่มีประสบการณ์โดยตรง ส่วนอาคารที่สำคัญลำดับรองลงไป เช่น ศาลาลูกขุน ทิม จะใช้ผู้รับจ้างที่เคยทำงานกับกรมศิลปากรที่มีศักยภาพและมีฝีมือเป็นที่ยอมรับ การแบ่งงานให้ผู้รับจ้างไม่ได้แบ่งตามลักษณะอาคาร แต่แบ่งตามโซนพื้นที่เพื่อไม่ให้กีดกวางกัน อย่างบริษัทที่จะสร้างพระเมรุมาศซึ่งเราเชื่อว่าจะเข้ามาแข่งขันราคาด้วยนั้น มีประสบการณ์และรู้แบบแผนเป็นอย่างดี จึงแม่นยำมาก แต่ไม่ใช่ว่าเราจะผูกขาด ยังคงเปิดโอกาสให้รายอื่นเข้ามาแข่งขัน
ลำดับการเข้าไปทำงานถึงจะต่างกัน แต่ทุกอาคารต้องเสร็จพร้อมกันในเดือนกันยายน 2560 เช่น พระเมรุมาศและพระที่นั่งทรงธรรมซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นเทคอนกรีตฐานราก เชื่อว่าจะเสร็จทันพิธีบวงสรวงและยกเสาเอกในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ขณะเดียวกันมีการทำชิ้นส่วนอยู่ภายนอก คือ เทคอนกรีตสำเร็จรูป เดิมเราใช้แผ่นพื้นสำเร็จรูปที่มีขายในท้องตลาดมาทำตัวฐานราก แต่คราวนี้เพื่อความั่นคงถาวรไม่ให้เสี่ยงต่อน้ำฝน อีกทั้งอาคารมีขนาดใหญ่กว่าเดิม ดังนั้นจะมีการเทคอนกรีตกับส่วนของพระเมรุมาศและพระที่นั่งทรงธรรม ส่วนอาคารอื่นจะเป็นการหล่อจากข้างนอกแล้วนำมาวาง หลังสร้างพระเมรุมาศและพระที่นั่งทรงธรรมเสร็จ จะจัดการกองดินที่วางทับพื้นที่ก่อสร้างอาคารอื่นอยู่ จากนั้นผู้รับจ้างในส่วนของอาคารอื่นก็จะเข้ามา”

ข้อห่วงใยเรื่องพระเมรุมาศที่มีขนาดใหญ่และสูง?
“ขนาดของพระเมรุมาศครั้งนี้ใหญ่ แต่ไม่ใช่ใหญ่ที่สุด โดยพระเมรุมาศที่ใหญ่ที่สุด คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งสูงประมาณ 80 เมตร ไม่ได้ตอกเสาเข็ม สำหรับพระเมรุมาศครั้งนี้ มีการเจาะสำรวจดินว่ากำลังรับน้ำหนักดินฐานรากสามารถรับน้ำหนักได้เท่าไร มีการทดสอบจุดที่เป็นดินเหนียวอ่อนสุดได้ค่าตัวเลขมาประมาณ 14 ตันต่อตารางเมตร คือลักษณะของชั้นดิน จะมีชั้นดินแข็งอยู่ประมาณ 2 เมตรเศษ จากนั้นเป็นดินเหนียวอ่อน ในการออกแบบไม่ได้ใช้ค่าของดินแข็งมาคำนวณ แต่ใช้ดินเหนียวอ่อนทางด้านใต้มากำหนดขนาดของฐานราก ซึ่งตัวเลขที่ 14 ตันต่อตารางเมตร เราใช้อัตราส่วนปลอดภัยประมาณ 3.5 เท่าในการออกแบบ ความมั่นคงแข็งแรงในเรื่องของฐานรากที่เป็นข้อห่วงใยว่าดินกรุงเทพฯเป็นดินอ่อนนั้น ชี้แจงว่าเราใช้ดินอ่อนมาคำนวณ จึงมั่นใจว่ามีความมั่นคงแข็งแรง”


ห่วงแรงลมเพราะพระเมรุมาศสูง?
“บางฝ่ายกังวลว่าแรงลมที่มากระทบจะมีผลต่อน้ำหนักของฐานรากหรือไม่ เราลองใช้โปรแกรมวิเคราะห์แล้ว กรณีที่มีแรงลมเข้ามาที่ความสูงต่างๆ อย่างความสูงที่สูงสุดเราใช้แรงลมที่ 120 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร แม้ว่าความสูงขนาดนั้น แรงลมจะมากก็จริง แต่พื้นที่ที่รับแรงมีนิดเดียวเพราะเป็นลักษณะของปลียอด ไม่ใช่ลักษณะของอาคารที่มีพื้นที่รับแรงลมมาก ดังนั้นพื้นที่ที่เป็นหน่วยแรงจริงๆ จะไม่มาก การเซของโครงสร้างก็อยู่ในเกณฑ์ที่เรายอมรับได้คือประมาณไม่กี่เซนติเมตร อีกทั้งน้ำหนักถ่วงของแต่ละด้านจะดึงกันอยู่ โอกาสที่จะเซแล้วเกิดการถอนตัวของฐานรากจึงไม่มี เพราะอัตราส่วนของการถ่วงลงกับการล้มคว่ำ มีถึง 2 เท่ากว่า คือสามารถทนรับแรงลมได้ประมาณ 2 เท่าเศษ และที่สำคัญความสูงที่เกิดขึ้น ไม่มีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสัดส่วนโดยนัยสำคัญ เนื่องจากสิ่งที่สูงขึ้นไปคือปลียอด ส่วนที่เป็นเสา น้ำหนักที่เป็นทรงหลังคา ก็ไม่ได้มากไปกว่าเดิมเท่าไรนัก ดังนั้นข้อกังวลในเรื่องของความสูง กำลังรับน้ำหนักของดิน ทางเรามีตัวเลขที่สามารถพิสูจน์ทราบได้ในทางวิศวกรรม และมีการทดสอบแล้ว อย่างไรก็ตามเราป้องกันสิ่งที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นได้ โดยจะมีการตั้งกล้องตรวจวัดเพื่อวัดการทรุดตัว วัดการเซของโครงสร้างต่างๆ”

มีโครงถักยึดฐานราก?
“จะมีโครงถัก (truss) ที่เป็นเหล็กซึ่งเป็นตัวยึดที่ฐานราก เท่ากับมีขาที่กว้างออกไป น้ำหนักถ่วงของตัวฐานรากที่เรายึดสมอไว้นี้ สามารถถ่วงพระเมรุมาศไว้ระดับหนึ่ง และน้ำหนักกดทับของโครงสร้างทั่วไป ไม่ได้ใช้น้ำหนักที่ไปใช้งานด้านบนในการคำนวณ จึงสามารถที่จะทนแรงได้ คือถ้าจะให้เกิดการเอียงขึ้นไป ต้องใช้แรงถึงสองเท่าของน้ำหนักที่กดทับอยู่ถึงจะเอียงได้ ซึ่งเราคำนวณไว้ 2 เท่ากว่าซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ปกติ 1.5 เท่าก็ใช้ได้แล้ว แต่งานนี้มีถึง 2 เท่ากว่า ส่วนด้านกายภาพ มีการตรวจวัดโดยจะมีการติดตั้งหมุดคอนโทรล หรือหมุดควบคุมไว้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากพระเมรุมาศมีเสาอยู่ 4 มุม แต่ละมุมมีเสาอยู่ 8 ต้น และถูกรัดด้วยกันด้วยเหล็ก ดังนั้นจะเป็นเสาที่ค่อนข้างใหญ่มาก ไม่ได้โอเวอร์ดีไซน์ เพียงแต่ลักษณะทางสถาปัตยกรรมบังคับให้เสาต้องเป็นไปในลักษณะนั้น เพราะเกิดการย่อมุม”



ผ้าม่านแกว่งจากแรงลม?
“จริงๆ แล้วช่วงที่ยังไม่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิง ผ้าม่านจะถูกเปิดอยู่ จะมีการปิดแค่ห้วงเวลาหนึ่ง ข้อห่วงใยเรื่องแรงลมที่จะมาปะทะทำให้ผ้าม่านส่ายกระพือนั้น จะมีการทำโครงซ่อนไว้ด้านในเพื่อบังคับทรงให้อยู่ในลักษณะที่สวยงาม เหมาะสม แต่เวลาปิด ตัวโครงจะมีวัสดุที่ใช้ถ่วง อย่างผ้าม่านทั่วไป จะมีตะกั่ว มีโซ่ถ่วงอยู่ข้างล่างเพื่อให้เกิดการตรึง เช่นเดียวกับงานนี้ ตัวโครงผ้าม่านจะมีการออกแบบให้เหมาะสมสวยงามและซ่อนอยู่ในแต่ละส่วน และเรายังมองว่าอาจจะไม่ให้ทึบลมมากนัก อาจจะให้มีช่องลมผ่านบ้างเพื่อลดแรงปะทะ”
ความคืบหน้าบูรณะราชรถราชยาน?
“กรมสรรพาวุธทหารบกเข้ามาดูโครงสร้างต่างๆ ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก เชื่อว่าพระมหาพิชัยราชรถพร้อมที่จะนำมาซ้อมริ้วขบวนได้ในเดือนสิงหาคม ส่วนพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยที่โปรดให้สร้างขึ้นใหม่นั้น ขณะนี้แบบเสร็จแล้ว เชื่อว่าสำนักช่างสิบหมู่จะสร้างเสร็จในเดือนสิงหาคม ส่วนราชรถปืนใหญ่อัญเชิญพระโกศพระบรมศพที่โปรดให้สร้างขึ้นใหม่นั้น แบบเสร็จแล้วเช่นกัน สร้างขึ้นใหม่เพื่อสมพระเกียรติและความเหมาะสมในการขับเคลื่อน ทั้งเรื่องเพลา ความมั่นคงแข็งแรง และขนาดแท่นที่พอเหมาะกับพระบรมโกศ ส่วนองค์เก่าก็จะเก็บรักษาเป็นศิลปวัตถุ


ความรู้สึกที่ได้ถวายงาน
“เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก เราพูดคุยในหมู่ข้าราชการว่าไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ดีที่สุดและอย่างสุดความสามารถด้วย แม้ทำงานจนดึกดื่นเสาร์อาทิตย์ก็ยินดี เป็นความภาคภูมิใจแม้ไม่มีชื่ออยู่ในแบบ แต่ก็ได้ชื่อว่าเราทำและจะอยู่ในจิตใจตลอดไป”

