นักวิชาการชี้ ความเหลื่อมล้ำทำประเทศติดหล่ม จบประถมขายแรงงานกว่า20ล้านคน ชง5ข้อปฏิรูปการศึกษา
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปจัดการ เป็นต้นตอของความยากจนและทำให้ประเทศติดหล่ม ไม่เจริญก้าวหน้า และยังเป็นรากฐานของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความแตกต่างในเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานี้เป็นสิ่งที่มีมายาวนาน ปัจจุบันนี้ครอบครัวที่มีฐานะยากจนที่สุดที่จบการศึกษาประมาณชั้นประถมฯ จะมีรายได้เพียง 1,036 บาทต่อเดือน มีประมาณร้อยละ 15 ของประชากร ขณะที่ครอบครัวชนชั้นกลางที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะมีรายได้อยู่ที่ 46,110 – 57,000 บาทต่อเดือน ส่วนครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยจะมีรายได้ประมาณ 290,000 บาทต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าการศึกษา ทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการมีรายได้และเรื่องอื่นๆ
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 29,449 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก 14,777 แห่ง ขนาดกลาง-ใหญ่กว่า 9,600 แห่ง ส่วนมากจะอยู่ในตัวเมืองและจังหวัดที่มีความเจริญ แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีมากจะอยู่ในพื้นที่ชนบทและยังขาดแคลนงบประมาณ รวมถึงทรัพยากรต่างๆ จนเกิดการด้อยคุณภาพ ทำให้การต่อยอดด้านการศึกษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้เกิดปัญหาออกกลางคัน
“ในปัจจุบันมีเด็กที่ออกจากการเรียนในช่วงรอยต่อระหว่างประถมศึกษาไปมัธยม เพื่อขายแรงงานกว่า 20 ล้านคน ซึ่งถ้านำมาเปรียบเทียบกับตัวเลขเด็กออกกลางคันจะเห็นความสัมพันธ์กันคือ บุคคลเหล่านี้จะจบการศึกษาเพียงแค่ระดับชั้นประถมหรือมัธยมต้น หารายได้ได้เพียง 8,000-10,000 ต่อเดือนเท่านั้น ตลอดชีวิตและบางส่วนยังไม่มีทางที่จะเปลี่ยนสถานภาพทางการเงินหรือสังคมให้ดีขึ้นได้และสิ่งที่น่าตกใจคือพวกเขาเหล่านี้ไม่เห็นประโยชน์ของการศึกษาที่จะนำมาพัฒนาตัวเองปัญหาต่อมาคือเรื่องครู ซึ่งทุกๆ 2 ปี ครูผู้ช่วยจะมีการย้ายออก โรงเรียนในชนบทขาดแคลนครู 6-8 เดือนเพราะไม่มีครูที่บรรจุทดแทนและครูส่วนใหญ่จะไปกระจุกกันอยู่โรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนขนาดใหญ่ ทำให้ครูที่เหลือต้องทำงานหนักขึ้น จนเกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของภาระหน้าที่ เมื่อครู 1 คนต้องทำทุกอย่างก็ไม่สามารถทุ่มเทกับเรื่องการเรียนการสอนได้เท่าที่ควร” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า แนวทางที่อยากจะเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวมี 5 ข้อดังนี้ 1.ภาครัฐต้องมองว่าความเหลื่อมล้ำเป็นพื้นฐานของปัญหาต่างๆ 2.ระบบการศึกษาต้องยืดหยุ่น ปฏิรูปหลักสูตรให้เด็กได้เรียนอย่างเท่าเทียม 3.ใช้หลักการเรื่องความเหลื่อมล้ำเข้ามาประกอบการจัดสรรงบประมาณ 4.ปฏิรูปการผลิตครูและลดภาระงานให้ครู และ5.ปฏิรูปหลักสูตรการประเมินผล ไม่ใช้ระบบแข่งขันหรือระบบที่ใช้เนื้อหาสาระเป็นหลัก

