สมพงษ์ ชี้ 1 เดือนรัฐตามเด็กได้ 1.3 แสนคน สะท้อนหากตื่นตัว-ส่งต่อ-ช่วยเหลือ จะพาน.ร.เข้าระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีเด็กออกกลางคันประมาณ 1,025,514 คน เป็นตัวเลขออกกลางคันแบบสะสม และรับรู้กันแต่ไม่กล้าถูกเปิดเผย ซึ่งแต่ละปีจะมีเด็กออกกลางคันหนักมาก สาเหตุที่ได้ตัวเลขนี้มา เกิดจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ที่เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่จัดการศึกษาในประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 21 หน่วยงาน จากหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมตำรวจ เป็นต้น ซึ่ง 21 หน่วยงานนี้ จะส่งรายชื่อว่าใครเรียน ใครไม่ได้เรียนบ้าง ต่อมากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) จะใช้ตัวเลข 13 หลักมาทาบกัน เมื่อทาบกันแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือในจำนวนเด็ก 12 ล้านคน ที่อยู่ในวัย 3-18 ปี ซึ่งมีเด็กประมาณ 1,025,514 คน ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา หรือออกกลางคัน และเข้าไม่ถึงการศึกษา
นายสมพงษ์ กล่าวว่า เด็กประมาณ 1,025,514 คน ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เมื่อคิดจากสัดส่วนจากเด็ก 12 ล้านคน คิดเป็น 8.41% ของเด็กที่ควรจะต้องอยู่ในระบบการศึกษา เมื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม เด็กประมาณ 1,025,514 คน เป็นเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับประมาณ 3.9 แสนคน เป็นเด็กอนุบาล ประมาณ 3.1 แสนคน และเป็นเด็กม.3 จะขึ้นม.4 ประมาณ 3.1 แสนคน จึงเริ่มปรากฎร่องรอยขึ้นมาทันทีว่า การศึกษาประเทศไทยที่จัดโดย 21 หน่วยงาน จะมีเด็กที่เข้าไม่ถึง หรือไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา หรือออกกลางคันประมาณ 1 ล้านคน เมื่อเทียบในลักษณะนี้แล้ว จึงเป็นข้อวิตกกังวลของรัฐบาล ที่มีเด็กกว่า 1 ล้านคนที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา ศธ.จึงยอมรับไม่ได้กับจำนวนนี้ จึงออกมาบอกว่าจะมีอยู่ประมาณ 2-3 หมื่นคน ทั้งนี้ตนมองว่าต้องให้โอกาส ศธ. ในการสืบค้นข้อมูล โดยพบว่าตั้งแต่ที่ ศธ.ทำ mou กับกระทรวงต่างๆ ผ่านมา 1 เดือน ศธ.ค้นหาเด็กเจอประมาณ 1.3 แสนคนแล้ว
“ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าทุกคนตื่นตัว ค้นหา ส่งต่อ ช่วยเหลือ แค่เดือนเดียวยังค้นหาได้กว่า 1.3 แสนคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่เราค้นหาเด็กเจอ ให้โอกาสเด็ก และช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ การลงไปค้นหาเด็กจำนวน 1 ล้านคนไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น งานที่จะต้องเร่งทำคือ 4 มาตรการ โดยนโยบายThailand Zero Dropout ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ละจังหวัดเป็นประธาน ตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด มีหน่วยงานต่างๆเข้าร่วม ซึ่งขณะนี้ เริ่มคิกออฟ 25 จังหวัดแล้ว พร้อมกับลงไปสู่ระดับตำบล ที่ขณะนี้มีครูตามน้องกลับมาเรียน โดยร่วมกับ อสม.ลงไปตามบ้านนักเรียน เพื่อสืบค้นตามเด็กกลับมา” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา คือ 1.ปัญหาจากความยากจน หนี้สิน การตกงานรายได้ไม่แน่นอน ของครอบครัว แต่สาเหตุที่มาแรงและเป็นปัญหาอุปสรรคที่หนักขึ้นตลอดของสังคมไทย 2.ปัญหาครอบครัวที่ไม่พร้อม ครอบครัวเปราะบาง แหว่งกลาง ซึ่งตนมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเป็นเรื่องที่สังคมไทยมองข้าม และ 3. ระบบการศึกษาไม่ตอยโจทย์เด็ก ทุกกลุ่ม ทุกคน ระบบการศึกษานี้ จะเป็นประโยชน์กับเด็กในกลุ่มที่มีฐานะ กับกลุ่มที่อยู่ในเมืองเท่านั้น 3 สาเหตุเหล่านี้ เป็นสาเหตุหลัก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ภาวะความรู้ถดถอย ปัญหาความยากจน และปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นเรื่องการลงทุน สังคมเต็มไปด้วยยาเสพติด จึงทำให้ผู้ปกครองตัดสินใจเอาลูกออกจากระบบการศึกษาดีกว่า จึงเป็นสาเหตุว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นเด็กออกกลางคันละสมมาเป็นล้านคน
นายสมงพษ์ กล่าวว่า และสำหรับนโยบาย Thailand Zero Dropout 4 มาตรการในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย 1.การจัดทำฐานข้อมูลเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา 2.การช่วยเหลือในทุกมิติของปัญหา มองว่าการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และส่งต่อเด็ก ต้องทำเข้มข้น 3.การจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ในใช้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ธนาคารหน่วยกิต ที่เริ่มขยับบ้างแล้ว ทั้งนี้ มองว่าเด็ก 1 ล้านคนที่ออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว ไม่มีใครจะกลับเข้ามาเรียนหนังสือ ดังนั้นต้องหาการศึกษาที่ยืดหยุ่น และเหมาะสมกับเด็กเหล่านี้ โดยจะประคับประคองให้เด็กอยู่ในการศึกษาที่ยืดหยุ่น และจบการศึกษาภาคบังคับอย่างไร และ 4.การใช้มาตรการทางภาษีจูงใจภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการจ้างงาน รับฝึกงานมีรายได้ เป็นต้น ถือเป็น 4 มาตรการที่เริ่มคิกออฟในเดือนนี้ ซึ่งตนเชื่อว่าถ้าทำไปอีกสักระยะ จำนวนเด็กที่มีประมาณ 1 ล้านคน จะค่อยๆลดลงตามลำดับ
“ถือเป็นเรื่องดีที่เราหันมาเข้าใจ และเห็นเด็กเปราะบาง ยากจน และด้อยโอกาสที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้กลับมามีโอกาส และมีการศึกษาที่สอดคล้องกับปัญหาชีวิตและความต้องการของเขา สาเหตุที่ต้องประคับประคองให้เด็กจบการศึกษาภาคบังคับ มาจากเด็กที่อยู่ข้างล่าง งานต่างๆ ยังต้องใช้วุฒิการศึกษาอยู่ ” นายสมพงษ์ กล่าว

