ศธ.เร่งแก้วิกฤตร.ร.ค้าง ‘ค่าไฟ-น้ำ’ ยอดหนี้กว่า10 ล้าน ห่วงงบพัฒนาสะดุด

23.07.24 | 15:41 น.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ศธ.ได้ทราบปัญหาเกี่ยวกับสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ของโรงเรียนต่างๆ ซึ่งจากการดูตัวเลขโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากค่าสาธารณูปโภคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ มีค่าไฟถึง 1 ล้านบาท ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีค่าไฟประมาณหลักแสน โรงเรียนขนาดเล็กมีค่าไฟอยู่ประมาณหลักหมื่น ทั้งนี้ โรงเรียนขนาดใหญ่บางแห่งได้รับเงินอุดหนุนปีละ 15 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าไฟถึง 12 ล้านบาท ทำให้เหลือเงินเพื่อจะนำไปพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพียง 3 ล้านบาท โดยขณะนี้มูลหนี้ค่าสาธารณูปโภคของแต่ละโรงเรียนรวมกันอาจจะมากกว่า 10 ล้านบาท ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ความสำคัญกับการนำพลังงานสะอาดมาใช้เป็นอย่างมากเพื่อจะได้ประหยัดค่าสาธารณูปโภค หากสามารถทำได้จริงจะทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลงร้อยละ 25-30 ก็จะสามารถนำเงินในส่วนนี้ไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนได้มากขึ้น โดยตอนนี้อยู่ในช่วงระหว่างรวบรวมข้อมูล คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน

“ในส่วนค่าไฟของสถานศึกษาที่มีการเก็บข้อมูลไว้อยู่แล้ว ศธ.จะทำแบบฟอร์มและนำมาจัดกลุ่มเพื่อจะดูว่าสถานศึกษาไหนมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขอความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในการเข้ามาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับโรงเรียนขนาดใหญ่ ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการใช้ไฟน้อย ศธ.จะทำการหาแหล่งเงินทุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีความประสงค์อยากเข้ามาช่วยเหลือ และต้องดูต่อไปอีกว่าไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนจะเพียงพอต่อการใช้ของสถานศึกษาหรือไม่ รวมไปถึงยังต้องดูในเรื่องของน้ำว่าสถานศึกษามีน้ำใช้เพียงพอและมีน้ำสะอาดให้กับเด็กนักเรียนได้ดื่มหรือไม่ โดยจะมีการตรวสอบรายละเอียดว่า ศธ.จะสามารถเข้าไปช่วยเหลืออะไรได้บ้าง อย่างไรก็ตาม นอกจากค่าน้ำ ค่าไฟแล้ว ยังต้องลงไปดูค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ ที่อาจจะก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการเรียนการสอนได้อีกด้วย”นายสิริพงศ์กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของค่าไฟฟ้า ศธ.ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลเพื่อขอลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เพียงแต่จะหารือกันในเรื่องของการแยกมิเตอร์ไฟฟ้า เช่น บางโรงเรียนมีบ้านพักครู โรงอาหาร ร้านค้าสวัสดิการ ฯลฯ แต่ใช้มิเตอร์ไฟฟ้าเดียวกัน ทำให้ค่าไฟแพง เพราะคิดแบบอัตราก้าวหน้า ซึ่งหมายความว่าการที่ยิ่งใช้ไฟจำนวนหน่วยมากค่าไฟก็จะแพงขึ้นด้วย ดังนั้น ศธ.จึงขอให้มีการสำรวจว่าแต่ละโรงเรียนใช้มิเตอร์ไฟฟ้ากี่ตัว เพราะหากใช้มิเตอร์รวมกันเมื่อเจออัตราก้าวหน้าค่าไฟจะสูงขึ้น จึงอาจต้องมีการแยกมิเตอร์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้